๑. การนุ่ง การห่ม ต้องให้เป็นปริมณฑล คือมีความเรียบร้อยตามพระวินัย การนุ่งอันตรวาสก (สบง ) ต้องให้ปิดนาภี (สะดือ) ต่ำลงไปครึ่งแข้ง หรือต่ำกว่าเข่า ๘ นิ้ว สูงกว่าสบงประมาณ ๔ นิ้ว ถ้าห่มม้วนลูกบวบต้องจัดชายผ้าให้เสมอกันจึงม้วนผ้า ไม่ควรรวบๆ ผ้าแล้วม้วน ชายผ้าจะแตก ห่มแล้วดูปุ้มป้ามไม่เรียบร้อย ไม่น่าดู
๒. การฉัน สมควรถวายข้าวพระพุทธเสียก่อน เพื่อเป็นพุทธบูชา เป็นธรรมเนียมมีมาตั้งแต่สมัยลังกาวงศ์ มีเรื่องปรากฏในคัมภีร์สารัตถสังคหะ แล้วพิจารณาตังขณิกปัจจเวกขณะ ( ปฏิสงฺขาโย โยนิโส ปิณฺฑปาตํ ปฏิเสวามิ ฯเปฯ ) ต้องศึกษาธรรมเนียมการฉันในเสขิยวัตรให้ถี่ถ้วน ในยุคปัจจุบันนี่นิยมใช้ช้อนกลาง ต้องใช้ช้อนกลางด้วย
๓. การรับประเคน โดยทั่วไปควรรับสองมือ เป็นการเพิ่มศรัทธาปสาทะแก่ผู้ถวาย เว้นแต่ของที่ถวายเป็นของเล็กไม่เหมาะที่จะรับสองมือ จึงควรรับมือเดียว ถ้าเป็นสุภาพสตรี ควรใช้ผ้ากราบรับต้องเตรียมผ้ากราบติดตัวไว้เสมอ
๔. การนั่ง จะนั่งในวัดก็ตาม ในบ้านก็ตาม ควรพยายามนั่งให้ตัวตรงไว้ งดงามดี
๕. การนั่งพับเพียบทุกกรณี ควนนั่งเก็บปลายเท้า
ไว้ข้างใน ให้หัวแม่เท้าม้วนเข้ามาใกล้กัน ต้องคอยระวังอย่าให้ปลายเท้ากางออกไป ไม่งดงาม
๖. การนั่งรับพระราชทานผ้ากฐิน ต้องนั่งเข่าซ้ายทับปลายเท้าขวา เรียกสั้นๆว่า ซ้ายทับขวา เพราะจะช่วยเก็บปลายเท้าไม่ให้ยื่นออกไปข้างนอก เมื่อทำพิธีสังฆกรรมสวดให้ผ้ากฐินจะไม่เห็นปลายเท้าในภายนอก งดงามดี
๗. หนวด เครา ต้องโกนทุกๆ ๓ วัน ถ้าปล่อยไว้เกิน ๓ วัน ดูไม่สมควร ทำให้หน้าตาเศร้าหมอง ในวันรับผ้าพระกฐินต้องโกนหนวดเครา ตัดเล็บ ให้สะอาดหมดจดด้วย
๘. สีจีวร ต้องเหมือนกันทุกรูป โดยเฉพาะเพื่อรักษาพระราชศรัทธา สมควรเป็นสีพระราชนิยม (เหลืองหม่น) และระวังอย่าให้มีกลิ่นเหม็นสาบ ราะเป็นกาเพรรบกวนผู้อื่น
๙. การนั่งประนมมือ ควรประนมให้นิ้วเสมอกัน และกระพุ่มมือเล็กน้อยให้มีลักษณะคล้ายดอกบัว วางมือในระหว่างอกพอดี และระวังไว้ไม่ให้ลดต่ำลงไป
๑๐. การเจริญพระพุทธมนต์ หรือสวดพระพุทธมนต์ ควรนั่งตัวตรง ทอดสายตาลงต่ำ ไม่เหลียวซ้ายแลขวา ส่ายหน้าไปมาตามความพอใจ หรือหงายหน้าทอดสายตาดูไกล
๑๑. ในการออกเสียงสวดมนต์ ต้องฟังเสียงหัวหน้าต้นเสียงใช้เสียงต่ำหรือเสียงสูง เร็วหรือช้า ถ้าต้นเสียงใช้เสียงสูงต้องสูงตาม ถ้าต่ำต้องต่ำตาม ถ้าเร็วต้องเร็วตาม ถ้าช้าต้องช้าตาม ต้องคอยระวังเสียงและจังหวะให้เสมอกัน ให้กลมกลืนกัน มิใช่ต่างรูปต่างว่า ไม่พร้อมกัน ไม่กลมกลืนกัน ผู้ฟังไม่สบายหู ไม่สบายใจ เกิดความรำคาญไม่ประสงค์จะฟัง เสื่อมศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใส
๑๒. การเจริญการสวดพระพุทธมนต์ คณะมหานิกาย กำหนดแบบสังโยคเป็นหลัก คือหยุดที่ตัวสะกด หรือที่ตัวซ้อน คือ อก อัก อุก อด อัด อิด อุด อบ อับ อิบ อุบ แม้ในอักษรอื่นก็เหมือนกัน รัสสะสระ คือ อะ อิ อุ เสียงสั้น ต้องออกเสียงสั้น ทีฆะสระ คือ อา อี อู เอ โอ เสียงยาวต้องออกเสียงยาว อัฑฒะสระ ออกเสียงกึ่งมาตรา เช่น ยสฺมา ยสฺมึ ตสฺมา ตสฺมึ ออกเสียงสระอะ เพียงนิดหน่อย อย่าออกเสียงเต็มตัว เช่น ยัดสะมา ยัดสะมิง ตัสะมา ตัดสะมิง แม้ในที่อื่นก็เช่นกัน
ข้อสำคัญ ต้องฟังกัน มีความรู้สึกว่าจะสวดให้พร้อมกันและพยายามให้พร้อมกันโดยไม่สวดเร็วนัก ไม่ช้านัก อยูในประเภทสายกลาง ๆ เป็นพอดี กลัวผิด กลัวผลาด กลัวจะไม่เพราะเป็นสำคัญ
๑๓. ขณะเจริญหรือสวดพระพุทธมนต์ ไม่ดื่มน้ำ ไม่หยิบโน่นฉวยนี่ ตั้งสมาธิจิตในการสวดการเจริญ เว้นไว้แต่จำเป็น เช่น ไอ จาม เป็นต้น แม้จะมีเหงื่อก็หากระดาษหรือผ้าซับให้แห้งโดยเร็ว ไม่อ้อยอิ่งยืดยาด
๑๔. กล้องถ่ายรูป กล้องส่องทางไกล มีประกาศคณะสงฆ์ห้ามไว้แล้ว เครื่องถ่ายวีดีโอ บันทึกภาพ โทรศัพท์มือถือ ไม่ควรใช้ ไม่เหมาะสมแก่สมณสารูป เพราะเป็นของคฤหัสถ์หรือนักธุรกิจเขาใช้กัน พระภิกษุสามเณรที่ดีไม่ควรมี ไม่ควรใช้
๑๕. โทรศัพท์มือถือ ไม่เหมาะสมแก่ภิกษุสามเณร บางรูปมีใช้ประจำตัวนำไปใช้ในบ้าน ในวงอาหาร หรือตามถนนหนทาง ทั้งในวัดและในบ้าน ไม่น่าดูไม่งดงาม เสียสมณสารูป
๑๖. แว่นดำ ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรสวม เว้นแต่ตาเจ็บหรือนายแพทย์สั่ง เพราะดูไม่เหมาะสมแก่พระภิกษุสามเณร เวลาปลงผมใหม่ๆ ยิ่งไม่น่าดูมาก
๑๗. ฟันปลอม สำหรับผูใส่ฟันส่วนใดส่วนหนึ่งก็ดี หรือทั้งล่างบนก็ดี เมื่อฉันเสร็จแล้วคงต้องชำระให้สะอาด เพราะรำคาญแต่ไม่สมควรชำระในวงฉันหรือในที่ฉันหลายรูป เพราะอาจเป็นที่รำคาญตาของผู้อื่น
๑๘. การนั่งรถยนต์ร่วมกับสตรี ( สตรีหลายคน พรุภิกษุรูปเดียว ) การนั่งรถยนต์โดยสตรีเป็นผู้ขับ (หนึ่งต่อหนึ่ง) จะด้วยเหตุใดก็ตาม เป็นการไม่สมควร เป็นโลกวัชชะ มีพระบัญญัติห้ามไว้แล้ว ในการที่พระภิกษุเดินทางร่วมกับนางภิกษุณี
๑๙. การขับรถยนต์ด้วยตนเอง มิว่ากรณีใด ๆ ไม่สมควรเป็นโลกวัชชะ เป็นกิริยาอาการของคฤหัสถ์ผิดพระวินัย ผิดกฏหมายบ้านเมือง พระสังฆาธิการกระทำย่อมมีโทษผิดจริยาพระสังฆาธิการอีกทางหนึ่ง
๒๐. การนั่ง การนอนในที่ลับตา ( ไม่มีคนเห็น ) ในที่ลับหู ( คนอื่นไม่ได้ยินเสียง ) กับสตรีไม่สมควร เป็นโลกวัชชะ มีพระบัญญัติไว้แล้วว่าเป็นอนิยต พระสังฆาธิการประพฤติย่อมมีโทษทางจริยาพระสังฆาธิการอีกทางหนึ่ง
๒๑. อย่าเชื่อคนง่าย อย่าเห็นแก่ได้ ปัจจุบันนี้มีพวกมิจฉาชีพเป็นจำนวนมากมาในรูปแบบต่างๆ กัน ในรูปนักบุญก็มี ในรูปนักบาปก็มี เจ้าอาวาสหลายวัดหลายแห่งเสียเงิน (จำนวนแสน) เสียชื่อเสียง เสียความประพฤติ ( ต้องสึก ) เสียชีวิต (ถูกฆ่า) ก็มี จึงสมควรระวังไว้อย่าเชื่ีอคนง่ายอย่าเห็นแก่ได้ เพื่อไม่ให้เกิดเสียหายแก่วัดและพระศาสนา
( ต่อตอนหน้า)
วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2555
วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2555
คำวัด
วันนี้เสนอคำว่า จำวัด
จำวัด หมายถึงการนอนพักผ่อน การนอนหลับของพระภิกษุสามเณร
จำวัด ปกติใช้ในกรณีการนอนพักผ่อนในตอนกลางวัน กรณีการนอนตอนกลางคืนตามปกติใช้ว่า "นอน" ธรรมดา เช่นใช้ว่า
"เจ้าอาวาสกำลังจำวัด อย่าไปรบกวนท่าน" หมายความว่าท่านนอนพัพผ่อนอยู่
" เวลานี้ท่านนอนแล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่" หมายความว่าท่านเข้านอนตามปกติแล้ว
ปัจจุบันมักใช้คำว่า "จำวัด" ในความหมายว่า " พักอยู่ ประจำอยู่ " เช่นต้องการทราบว่าพระพักอยู่ที่ไหนจึงถามว่า " ท่านจำวัดอยู่ที่ไหน" ซึ่งเป็นการใช้ที่ผิด เพราะข้อความข้างต้นมีความหมายว่า " ท่านนอนอยู่ที่วัดไหน"
คำว่า " ฉัน "
ฉัน ในคำวัดใช้ใน ๒ ความหมาย คือ
๑. ใช้แทนคำว่า กิน และ ดื่ม ของพระภิกษุสามเณร เช่นใช้ว่า
-ฉันภัตตาหาร ฉันเช้า ฉันเพล
-ดื่มน้ำปานะ ดื่มน้ำส้ม
๒. ใช้แทนตัวเองเมื่อพระภิกษุสามเณรพูดกับชาวบ้านที่คุ้นเคยหรือที่ไม่เป็นทางการ คือใช้แทนคำว่า อาตมา หรือ อาตมาภาพ ซึ่งเป็นภาษาเขียนและค่อนข้างเป็นทางการ เช่นใช้ว่า
" วันนี้ฉันไม่ว่าง ขอไปวันอื่นก็แล้วกัน "
" ฉันขอร้องโยมละ ค่อย ๆ พูดกันก็ได้ "
ฉัน ในความหมายหลังนี้ นัยว่ามาจากคำเต็มว่า ดีฉัน ซึ่งเป็นคำที่ผู้ชายใช้พูดแทนตัวเองในสมัยก่อน ปัจจุบันคำว่า ดีฉัน ไม่นิยมใช้กันแล้ว ใช้ว่า ฉัน เฉย ๆ
(พจนาตถ์เพื่อการเรียนรู้พุทธศาสน์เบื้องต้น คำวัด พระธรรมกิตติวงศ์ ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙ราชบัณฑิต)
ยำไข่เค็มกรอบ
ไข่เค็ม ๔ ฟอง แป้งทอดกรอบ ๑/๒ ถ้วย ผักชีซอย ๒ ช้อนโต๊ะ หอมแดงซอย ๒ ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูซอย ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำตาล ๑ ช้อนชา
วิธีทำ
๑. ปลอกไข่เค็ม
๒. ผสมแป้งทอดกรอบกับน้ำเย็น คนให้เข้ากัน นำไข่เค็มไปชุบแล้วนำไปทอดจนกรอบ
๓. นำไขที่ชุบแป้งทอดแล้วมาผ่าออกเป็น ๔ ส่วน จัดใส่จาน
๔. นำน้ำมะนาว น้ำตาลใส่ลงภาชนะสำหรับผสม คนให้เข้ากัน ชิมรสให้เปรี้ยวนำหวานตาม
๕. จากนั้นจึงใส่หอมแดง พริกขี้หนูซอย และใส่ผักชีซอย คลุกผสมอีกครั้ง แล้วราดลงบนไข่เค็ม เป็นอันเสร็จพร้อมเสิร์ฟ
ยำกุ้งแห้ง
กุ้งแห้ง ๑ ถ้วย ขิงซอย ๑ ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูซอย ๑ ช้อนชา หอมแดงซอย ๑ ช้อนโต๊ะ ต้นหอมซอย ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว ๒ ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย ๑ ช้อนชา
วิธีทำ
๑. เตรียมภาชนะสำหรับผสม ให้นำกุ้งแห้ง ขิงซอย หอมแดงซอย พริกขี้หนูซอย ใส่ลงในภาชนะ คลุกเคล้าผสมให้เข้ากัน
๒. ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว และน้ำตาลทราย ชิมรสให้เปรี้ยวนำหวานนิดหน่อย ถ้าลองชิมพร้อมกุ้งแห้งก็จะได้รสชาติที่อร่อย คลุกเคล้าให้เข้ากันอีกรอบ
๓. จากนั้นโรยด้วยต้นหอม พร้อมเสิร์ฟ
(คัมภีร์ ข้าวต้มกุ๊ย กินเหงื่อตก ยกซดอร่อย ทำขายรวยเป็น ล้าน ครัวไพลิน เรียบเรียง ไพลิน คิชเช่่น)
จำวัด หมายถึงการนอนพักผ่อน การนอนหลับของพระภิกษุสามเณร
จำวัด ปกติใช้ในกรณีการนอนพักผ่อนในตอนกลางวัน กรณีการนอนตอนกลางคืนตามปกติใช้ว่า "นอน" ธรรมดา เช่นใช้ว่า
"เจ้าอาวาสกำลังจำวัด อย่าไปรบกวนท่าน" หมายความว่าท่านนอนพัพผ่อนอยู่
" เวลานี้ท่านนอนแล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่" หมายความว่าท่านเข้านอนตามปกติแล้ว
ปัจจุบันมักใช้คำว่า "จำวัด" ในความหมายว่า " พักอยู่ ประจำอยู่ " เช่นต้องการทราบว่าพระพักอยู่ที่ไหนจึงถามว่า " ท่านจำวัดอยู่ที่ไหน" ซึ่งเป็นการใช้ที่ผิด เพราะข้อความข้างต้นมีความหมายว่า " ท่านนอนอยู่ที่วัดไหน"
คำว่า " ฉัน "
ฉัน ในคำวัดใช้ใน ๒ ความหมาย คือ
๑. ใช้แทนคำว่า กิน และ ดื่ม ของพระภิกษุสามเณร เช่นใช้ว่า
-ฉันภัตตาหาร ฉันเช้า ฉันเพล
-ดื่มน้ำปานะ ดื่มน้ำส้ม
๒. ใช้แทนตัวเองเมื่อพระภิกษุสามเณรพูดกับชาวบ้านที่คุ้นเคยหรือที่ไม่เป็นทางการ คือใช้แทนคำว่า อาตมา หรือ อาตมาภาพ ซึ่งเป็นภาษาเขียนและค่อนข้างเป็นทางการ เช่นใช้ว่า
" วันนี้ฉันไม่ว่าง ขอไปวันอื่นก็แล้วกัน "
" ฉันขอร้องโยมละ ค่อย ๆ พูดกันก็ได้ "
ฉัน ในความหมายหลังนี้ นัยว่ามาจากคำเต็มว่า ดีฉัน ซึ่งเป็นคำที่ผู้ชายใช้พูดแทนตัวเองในสมัยก่อน ปัจจุบันคำว่า ดีฉัน ไม่นิยมใช้กันแล้ว ใช้ว่า ฉัน เฉย ๆ
(พจนาตถ์เพื่อการเรียนรู้พุทธศาสน์เบื้องต้น คำวัด พระธรรมกิตติวงศ์ ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙ราชบัณฑิต)
ยำไข่เค็มกรอบ
ไข่เค็ม ๔ ฟอง แป้งทอดกรอบ ๑/๒ ถ้วย ผักชีซอย ๒ ช้อนโต๊ะ หอมแดงซอย ๒ ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูซอย ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำตาล ๑ ช้อนชา
วิธีทำ
๑. ปลอกไข่เค็ม
๒. ผสมแป้งทอดกรอบกับน้ำเย็น คนให้เข้ากัน นำไข่เค็มไปชุบแล้วนำไปทอดจนกรอบ
๓. นำไขที่ชุบแป้งทอดแล้วมาผ่าออกเป็น ๔ ส่วน จัดใส่จาน
๔. นำน้ำมะนาว น้ำตาลใส่ลงภาชนะสำหรับผสม คนให้เข้ากัน ชิมรสให้เปรี้ยวนำหวานตาม
๕. จากนั้นจึงใส่หอมแดง พริกขี้หนูซอย และใส่ผักชีซอย คลุกผสมอีกครั้ง แล้วราดลงบนไข่เค็ม เป็นอันเสร็จพร้อมเสิร์ฟ
ยำกุ้งแห้ง
กุ้งแห้ง ๑ ถ้วย ขิงซอย ๑ ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูซอย ๑ ช้อนชา หอมแดงซอย ๑ ช้อนโต๊ะ ต้นหอมซอย ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว ๒ ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย ๑ ช้อนชา
วิธีทำ
๑. เตรียมภาชนะสำหรับผสม ให้นำกุ้งแห้ง ขิงซอย หอมแดงซอย พริกขี้หนูซอย ใส่ลงในภาชนะ คลุกเคล้าผสมให้เข้ากัน
๒. ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว และน้ำตาลทราย ชิมรสให้เปรี้ยวนำหวานนิดหน่อย ถ้าลองชิมพร้อมกุ้งแห้งก็จะได้รสชาติที่อร่อย คลุกเคล้าให้เข้ากันอีกรอบ
๓. จากนั้นโรยด้วยต้นหอม พร้อมเสิร์ฟ
(คัมภีร์ ข้าวต้มกุ๊ย กินเหงื่อตก ยกซดอร่อย ทำขายรวยเป็น ล้าน ครัวไพลิน เรียบเรียง ไพลิน คิชเช่่น)
วันเสาร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2555
ข้าวมันไก่
ส่วนประกอบ
ไก่ทำแล้ว ๑/๒ ตัว ข้าวสาร(หอมมะลิ) ๒ ถ้วย เกลือป่น ๑ ช้อนชา กระเทียมสับ ๑ หัว น้ำต้มกระดูกไก่ ๒ ถ้วย มันไก้สับ ๒ ช้อนโต๊ะ แตงกวา ๒ ผล ผักชีหั่นหยาบ
วิธีทำ
๑. นำหม้อใส่น้ำต้มไก่พอเดือด เบาไฟให้อ่อน เคี่ยวต่อไปเรื่อยๆ ประมาณ ๒๐ นาที เอาไก่ออกแขวน
๒. นำกระทะขึ้นตั้งบนเตา ใส่มันไก่ลงเจียว พอหอม ใส่ข้าวสารลงผัดด้วยกันและใส่เกลือป่น
๓. นำข้าวสารที่ผัดกับมันไก่และกระเทียมไปหุงในหม้อหุงข้าวกะให้พอดี ปิดฝาหม้อ
ส่วนประกอบน้ำจิ้ม
เต้าเจี้ยวสับละเอียด ๒ ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูสับละเอียด ๑ช้อนโต๊ะ ขิงแก่สับละเอียด ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำตาล ๑/๒ ช้อนโต๊ะ น้ำส้มสายชู ๑/๒ ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
นำส่วนผสมทั้งหมดผสมกันคนให้ทั่ว ปรุงรสตามชอบใจ
การจัดรับประทาน
ตักข้าวมันไก่ใส่จาน นำไก่มาสับเป็นชิ้น เอาเฉพาะเนื้อไก่วางลงบนข้าว หั่นแตงกวาวางไว้ด้านบนของจาน โรยหน้าด้วยผักชี ส่วนน้ำจิ้มข้ามมันไก่ตักใส่ถ้วยเล็กๆ รับประทานพร้อมกัน
ข้าวต้มปลาหมึก
ส่วนประกอบ ข้าวสาร ๒ ถ้วย ปลาหมึกสดตัวเล็ก ๔ ขีด เนื้อหมู ๒ ขีด กระเทียมเจียว ๑ ถ้วย กระเทียม พริกไทย ต้นหอม ผักชี ตั่งฉ่าย รากผักชี พริกไทยป่น น้ำปลา
วิธีทำ
๑. ซาวข้าวสารล้างให้สะอาด นำไปหุงให้สุก
๒. ลอกหนังปลาหมึก ล้างให้สะอาด ใส่จานไว้
๓. เนื้อหมูล้าง สับให้ละเอียด
๔. โขลกรากผักชี กระเทียม พริกไทยให้ละเอียด นำไปคลุกเคล้ากับเนื้อหมูสับละเอียด ผสมน้ำปลาใส่ไปในตัวปลาหมึก
๕. นำหม้อใส่น้ำต้มให้เดือด ใส่ปลาหมึกยัดไส้ต้มให้สุก เติมน้ำปลา ตักข้าวที่หุงสุกแล้วใส่คนให้เข้ากัน เดือดแล้วยกลง
๖. ตักข้าวต้มใส่ชาม โรยต้นหอม ผักชี ตังฉ่าย กระเทียมเจียว พริกไทยป่น
ระเบียบปฏิบัติการถวายเทียนชนวนแก่พระเถระผู้ใหญ่
การเตรียมอุปกรณ์เครื่องใช้ พระภิษุหรือฆราวาส ผู้เป็นพิธีกร ทำหน้าที่ถวายเทียนชนวนแก่พระเถระผู้ใหญ่ ผู้เป็นประธานพิธีงานนั้น เบื้องต้นจะต้องเตรียมจัดหาอุปกรณ์เครื่องใช้ไว้ให้พรักพร้อม คือ
๑. เชิงเทียนขนาดกลาง ๑ ที่( ควรเป็นเชิงเทียนทองเหลืองเพราะติดเทียนได้มั่นคงดี)
๒. เทียนขี้ผึ้งขนาดใหญ่พอสมควร ๑ เล่ม (ควรหาเทียนที่มีใส้ใหญ๋ ๆ เพื่อไม่ดับง่าย)
๓. น้ำมันยาง หรือน้ำมันก๊าด หรือน้ำมันเบนซิน พร้อมทั้งสำลีสำหรับใช้เป็นชนวนติดไว้ที่ธูป และเทียนที่บูชา เพื่อสะดวกแก่การจุดไฟติดได้เร็ว
วิธีการถือเชิงเทียนชนวน การถือเชิงเทียนชนวนถวายพระเถระผู้ใหญ่ ผู้เป็นประธานพิธีทั้งหลาย นิยมถือด้วยมือขวา โดยหงายฝ่ามือนิ้วมือทั้ง ๔ นื้ว รองรับเชิงเทียน หังแม่มือจับอยู่เบื้องบนของเชิงเทียน ไม่นิยมจับกึ่งกลางของเชิงเทียน เพราะทำให้ผู้ใหญ่รับเชิงเทียนไม่สะดวก หรือทำให้ผูใหญ่บางท่านต้องเสียภูมิ เพราะจับเชิงเทียนภายใต้มือของผู้ส่งให้ แสดงว่าไม่ทราบระเบียบ
วิธีการถวายเชิงเทียน เมื่อถึงเวลาตามกำหนดแล้ว พิธีกรจุดเทียนชนวนถือด้วยมือขวา ( มือซ้ายควรถือไม้ขีดไฟ ติดมือไปด้วย เมื่อเทียนชนวนดับจะได้จุดได้ทันท่วงที) เดินเข้าไปหาท่านโดยน้อมตัวลงเล็กน้อย หรือ เมื่อพิธีกรณ์เริ่มจุดเทียนชนวน พระเถระผู้เป็นประธานพิธีท่านเห็นแล้วลุกจากที่นั่ง เดินไปที่โต๊ะหมู่บูชาเอง ก็เดินตามหลังท่านไป โดยเดินตามไปทางด้านซ้ายมือของท่าน เมื่อท่านหยุดยืน หรือนั่งคุกเข่าที่หน้าบูชาแล้ว พิธีกรนั่งคุกเข่า หรือนั่งชันเข่า ทาวด้านซ้ายมือของท่าน ยื่นมือขวาส่งเทียนชนวนถวายท่าน ส่วนมือซ้ายห้อยอยู่ข้างตัว เมื่อถวายเทียนชนวนแล้ว นิยมถอยหลังออกมาให้ห่างจากท่านพอสมควร เพื่อไม่ขัดขวางทางการถ่ายรูปของช่างภาพ โดยถอยออกมานั่งคุกเข่า หรือนั่งชันเข่าตามควรแก่กรณี
วิธีการรับเทียนชนวนจากพระเถระผู้ใหญ่ เมื่อท่านจุดเครื่องสักการะบูชาพระรัตนตรัยเสร็จแล้ว พิธีกรพึงเข้าไปทางด้านซ้ายมือของท่าน นั่งคุกเข่า หรือนั่งชันเข่าอย่างใดอย่างหนึ่ง คือถ้าท่านนั่งจุด ก็นั่งคุกเข่ารับเทียนชนวน ถ้าท่านยืนจุดก็นั่งชันเข่ารับเทียนชนวน การรับเทียนชนวนจากมือของพระเถระผู้ใหญ่นั้น นิยมยื่นมือขวาแบมือเข้าไปรองรับเชิงเทียนจากท่าน เมื่อรับแล้วก็ถอยหลังห่างออกไปเล็กน้อย แล้วเดินกลับไปได้
ข้อควรสังวรระวัง อย่าจับเชิงเทียนชนวนเหนือมือพระเถระผู้ใหญ่ที่ท่านจับอยู่ ถือว่าเป็นการแสดงความไม่เคารพท่าน ขณะส่งเชิงเทียนชนวนถวาย อย่าถือกึ่งกลางเชิงเทียนชนวนส่งให้ท่าน เพราะทำให้ท่านรับเชิงเทียนชนวนไม่สะดวก ต้องเตรียมไม้ขีดไฟ เป็นต้น ติดมือไปด้วย สำหรับจุดได้ทันทีเมื่อเทียนชนวนดับ ต้องกำหนดดูทิศทางของลมที่พัดมา โดยเฉพาะคือทิศทางลมที่เกิดจากลมพัด จะทำให้เทียนชนวนดับ หรือจะทำให้การจุด เครื่องสักการะบูชาไม่ติด ถ้าเป็นงานมงคลมีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ถึงมงคลสูตร ( อเสวนา ) พิธีกรจะต้องจุดเทียนชนวนเข้าไปถวายพระเถระผู้ใหญ่ ผู้เป็นประธานพิธีอีกครั้งหนึ่ง โดยมีวิธีปฏิบัติเช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว
(จากหนังสือ ระเบียบปฏิบัติของพระสงฆ์ไทย พระธรรมวโรดม บุญมา คุณสมฺปนฺโน ป.ธ. ๙ )
ไก่ทำแล้ว ๑/๒ ตัว ข้าวสาร(หอมมะลิ) ๒ ถ้วย เกลือป่น ๑ ช้อนชา กระเทียมสับ ๑ หัว น้ำต้มกระดูกไก่ ๒ ถ้วย มันไก้สับ ๒ ช้อนโต๊ะ แตงกวา ๒ ผล ผักชีหั่นหยาบ
วิธีทำ
๑. นำหม้อใส่น้ำต้มไก่พอเดือด เบาไฟให้อ่อน เคี่ยวต่อไปเรื่อยๆ ประมาณ ๒๐ นาที เอาไก่ออกแขวน
๒. นำกระทะขึ้นตั้งบนเตา ใส่มันไก่ลงเจียว พอหอม ใส่ข้าวสารลงผัดด้วยกันและใส่เกลือป่น
๓. นำข้าวสารที่ผัดกับมันไก่และกระเทียมไปหุงในหม้อหุงข้าวกะให้พอดี ปิดฝาหม้อ
ส่วนประกอบน้ำจิ้ม
เต้าเจี้ยวสับละเอียด ๒ ช้อนโต๊ะ พริกขี้หนูสับละเอียด ๑ช้อนโต๊ะ ขิงแก่สับละเอียด ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำตาล ๑/๒ ช้อนโต๊ะ น้ำส้มสายชู ๑/๒ ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
นำส่วนผสมทั้งหมดผสมกันคนให้ทั่ว ปรุงรสตามชอบใจ
การจัดรับประทาน
ตักข้าวมันไก่ใส่จาน นำไก่มาสับเป็นชิ้น เอาเฉพาะเนื้อไก่วางลงบนข้าว หั่นแตงกวาวางไว้ด้านบนของจาน โรยหน้าด้วยผักชี ส่วนน้ำจิ้มข้ามมันไก่ตักใส่ถ้วยเล็กๆ รับประทานพร้อมกัน
ข้าวต้มปลาหมึก
ส่วนประกอบ ข้าวสาร ๒ ถ้วย ปลาหมึกสดตัวเล็ก ๔ ขีด เนื้อหมู ๒ ขีด กระเทียมเจียว ๑ ถ้วย กระเทียม พริกไทย ต้นหอม ผักชี ตั่งฉ่าย รากผักชี พริกไทยป่น น้ำปลา
วิธีทำ
๑. ซาวข้าวสารล้างให้สะอาด นำไปหุงให้สุก
๒. ลอกหนังปลาหมึก ล้างให้สะอาด ใส่จานไว้
๓. เนื้อหมูล้าง สับให้ละเอียด
๔. โขลกรากผักชี กระเทียม พริกไทยให้ละเอียด นำไปคลุกเคล้ากับเนื้อหมูสับละเอียด ผสมน้ำปลาใส่ไปในตัวปลาหมึก
๕. นำหม้อใส่น้ำต้มให้เดือด ใส่ปลาหมึกยัดไส้ต้มให้สุก เติมน้ำปลา ตักข้าวที่หุงสุกแล้วใส่คนให้เข้ากัน เดือดแล้วยกลง
๖. ตักข้าวต้มใส่ชาม โรยต้นหอม ผักชี ตังฉ่าย กระเทียมเจียว พริกไทยป่น
ระเบียบปฏิบัติการถวายเทียนชนวนแก่พระเถระผู้ใหญ่
การเตรียมอุปกรณ์เครื่องใช้ พระภิษุหรือฆราวาส ผู้เป็นพิธีกร ทำหน้าที่ถวายเทียนชนวนแก่พระเถระผู้ใหญ่ ผู้เป็นประธานพิธีงานนั้น เบื้องต้นจะต้องเตรียมจัดหาอุปกรณ์เครื่องใช้ไว้ให้พรักพร้อม คือ
๑. เชิงเทียนขนาดกลาง ๑ ที่( ควรเป็นเชิงเทียนทองเหลืองเพราะติดเทียนได้มั่นคงดี)
๒. เทียนขี้ผึ้งขนาดใหญ่พอสมควร ๑ เล่ม (ควรหาเทียนที่มีใส้ใหญ๋ ๆ เพื่อไม่ดับง่าย)
๓. น้ำมันยาง หรือน้ำมันก๊าด หรือน้ำมันเบนซิน พร้อมทั้งสำลีสำหรับใช้เป็นชนวนติดไว้ที่ธูป และเทียนที่บูชา เพื่อสะดวกแก่การจุดไฟติดได้เร็ว
วิธีการถือเชิงเทียนชนวน การถือเชิงเทียนชนวนถวายพระเถระผู้ใหญ่ ผู้เป็นประธานพิธีทั้งหลาย นิยมถือด้วยมือขวา โดยหงายฝ่ามือนิ้วมือทั้ง ๔ นื้ว รองรับเชิงเทียน หังแม่มือจับอยู่เบื้องบนของเชิงเทียน ไม่นิยมจับกึ่งกลางของเชิงเทียน เพราะทำให้ผู้ใหญ่รับเชิงเทียนไม่สะดวก หรือทำให้ผูใหญ่บางท่านต้องเสียภูมิ เพราะจับเชิงเทียนภายใต้มือของผู้ส่งให้ แสดงว่าไม่ทราบระเบียบ
วิธีการถวายเชิงเทียน เมื่อถึงเวลาตามกำหนดแล้ว พิธีกรจุดเทียนชนวนถือด้วยมือขวา ( มือซ้ายควรถือไม้ขีดไฟ ติดมือไปด้วย เมื่อเทียนชนวนดับจะได้จุดได้ทันท่วงที) เดินเข้าไปหาท่านโดยน้อมตัวลงเล็กน้อย หรือ เมื่อพิธีกรณ์เริ่มจุดเทียนชนวน พระเถระผู้เป็นประธานพิธีท่านเห็นแล้วลุกจากที่นั่ง เดินไปที่โต๊ะหมู่บูชาเอง ก็เดินตามหลังท่านไป โดยเดินตามไปทางด้านซ้ายมือของท่าน เมื่อท่านหยุดยืน หรือนั่งคุกเข่าที่หน้าบูชาแล้ว พิธีกรนั่งคุกเข่า หรือนั่งชันเข่า ทาวด้านซ้ายมือของท่าน ยื่นมือขวาส่งเทียนชนวนถวายท่าน ส่วนมือซ้ายห้อยอยู่ข้างตัว เมื่อถวายเทียนชนวนแล้ว นิยมถอยหลังออกมาให้ห่างจากท่านพอสมควร เพื่อไม่ขัดขวางทางการถ่ายรูปของช่างภาพ โดยถอยออกมานั่งคุกเข่า หรือนั่งชันเข่าตามควรแก่กรณี
วิธีการรับเทียนชนวนจากพระเถระผู้ใหญ่ เมื่อท่านจุดเครื่องสักการะบูชาพระรัตนตรัยเสร็จแล้ว พิธีกรพึงเข้าไปทางด้านซ้ายมือของท่าน นั่งคุกเข่า หรือนั่งชันเข่าอย่างใดอย่างหนึ่ง คือถ้าท่านนั่งจุด ก็นั่งคุกเข่ารับเทียนชนวน ถ้าท่านยืนจุดก็นั่งชันเข่ารับเทียนชนวน การรับเทียนชนวนจากมือของพระเถระผู้ใหญ่นั้น นิยมยื่นมือขวาแบมือเข้าไปรองรับเชิงเทียนจากท่าน เมื่อรับแล้วก็ถอยหลังห่างออกไปเล็กน้อย แล้วเดินกลับไปได้
ข้อควรสังวรระวัง อย่าจับเชิงเทียนชนวนเหนือมือพระเถระผู้ใหญ่ที่ท่านจับอยู่ ถือว่าเป็นการแสดงความไม่เคารพท่าน ขณะส่งเชิงเทียนชนวนถวาย อย่าถือกึ่งกลางเชิงเทียนชนวนส่งให้ท่าน เพราะทำให้ท่านรับเชิงเทียนชนวนไม่สะดวก ต้องเตรียมไม้ขีดไฟ เป็นต้น ติดมือไปด้วย สำหรับจุดได้ทันทีเมื่อเทียนชนวนดับ ต้องกำหนดดูทิศทางของลมที่พัดมา โดยเฉพาะคือทิศทางลมที่เกิดจากลมพัด จะทำให้เทียนชนวนดับ หรือจะทำให้การจุด เครื่องสักการะบูชาไม่ติด ถ้าเป็นงานมงคลมีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ถึงมงคลสูตร ( อเสวนา ) พิธีกรจะต้องจุดเทียนชนวนเข้าไปถวายพระเถระผู้ใหญ่ ผู้เป็นประธานพิธีอีกครั้งหนึ่ง โดยมีวิธีปฏิบัติเช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว
(จากหนังสือ ระเบียบปฏิบัติของพระสงฆ์ไทย พระธรรมวโรดม บุญมา คุณสมฺปนฺโน ป.ธ. ๙ )
วันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2555
ภิกษุบอกอาบัติชั่งหยาบของภิษุอื่นแก่อนุปสัมปัน (ผุ้มิใช่ภืกษุ) ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่สมมติ (ได้รับหมอบหมาย).
นิทานต้นบัญญัติ
ภิกษุฉัพพัคีย์ ทะเลาะกับพระอุปนันทะ ศากยบุตร เลยแกล้งประจานพระอุปนันทะกับพวกอบาสกที่กำลังเลี้ยงพระว่าพระอุปนันทะต้องอาบัติสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ พระผู้มีพระภาคทรงทราบ จึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ภิกษุบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่อนุปสัมบัน (ผุ้มิได้เป็นภิกษุหรือภิกษุณี) ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ได้รับสมมติ.
อธิบาย ลักษณะแห่งอาบัติชั่วหยาบ
อาบัติชั่วหยาบนั้น ในคัมภีร์วิภังค์ (หนังสือจำแนกความอธิบายความแห่งสิกขาบทให้ชัดเจน) แก้ว่า ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓.
ความมุ่หมายแห่งสิกขาบท
ทรงบัญญัติไว้ เพื่อจะห้ามไม่ให้ภิกษุเอาความเสียหายของกันไปประจาน
ลักษณะแห่งอาบัตฺ
ภิกษุผู้ได้รับสมมติ (ได้รับหมอบหมายให้บอก) นั้น กำหนดอาบัติก็มี กำหนดสกุลก็มี ไม่กำหนดก็มี ได้รับสมมติอย่างใด ต้องบอกอย่างนั้น ทำนอกเหนือไปต้องปาจิตตีย์เหมือนกัน บอกอาบัติไม่ชั่วหยาบ เป็นทุกกฏ.
ก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า ก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า ก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า ก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า ก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า
ส่วนประกอบ ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ ๕ ขีด ผักคะน้า ๓ ขีด เนื้อหมู ๓ ขีด น้ำมันพืช ๓ ช้อนโต๊ะ กระเทียม ๒ หัว เต้าเจี้ยวดำ ๑ ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วดำ ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำปลา ๒ ช้อนโต๊ะ น้ำตาล ๑ ช้อนโต๊ะ แป้งมัน ๑ ช้ินโต๊ะ พริกชี้ฟ้า ๕ เม็ด น้ำส้มสายชู ๒ ช้อนโต๊ะ พริกไทยป่น
วิธีทำ
๑. ล้างเนื้อหมูให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นพอพอคำ
๒. ล้างผักคะน้าแล้วหั่นเป็นท่อนๆ แยกก้านไว้
๓. แป้งมันละลายน้ำพอสมควร
๔. นำกระทะขึ้นตั้งบนเตา ใส่น้ำมันพืชเล็กน้อย นำเส้นก๋วยเตี๋ยว ลงผัด ใส่ซีอิ๊วดำผัดให้ทั่ว ตักขึ้นใส่จานพักไว้
๕. นำกระทะขึ้นตั้งบนเตา ใส่น้ำมันพืชเล็กน้อย ใส่กระเทียมเจียวพอหอม ใส่เต้าเจียวดำ ใส่เนื้อหมูลงผัด พอสุกใส่ผักคะน้า ใส่เฉพาะก้านลงผัดก่อนแล้วใส่ใบตาม สักครู่ใส่แป้งมันลงไปคนให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล พอเดือดยกลง
๖. หั่นพริกชี้ฟ้าเป็นวงกลมเล็กๆ ผสมกับน้ำส้มสายชู
๗. ตักราดใส่จานเส้นก๋วยเตี๋ยวที่เตรียมไว้ โรยพริกไทยป่น
๘. ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา พริกน้ำส้มดองตามชอบ รัปประทานร้อนๆ
(ตำรับเด็ด อาหารจานด่วน ของนายเปรี้ยวหวาน ) bigcat นำมาตีแผ่
ภิกษุฉัพพัคีย์ ทะเลาะกับพระอุปนันทะ ศากยบุตร เลยแกล้งประจานพระอุปนันทะกับพวกอบาสกที่กำลังเลี้ยงพระว่าพระอุปนันทะต้องอาบัติสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ พระผู้มีพระภาคทรงทราบ จึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ภิกษุบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่อนุปสัมบัน (ผุ้มิได้เป็นภิกษุหรือภิกษุณี) ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ได้รับสมมติ.
อธิบาย ลักษณะแห่งอาบัติชั่วหยาบ
อาบัติชั่วหยาบนั้น ในคัมภีร์วิภังค์ (หนังสือจำแนกความอธิบายความแห่งสิกขาบทให้ชัดเจน) แก้ว่า ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓.
ความมุ่หมายแห่งสิกขาบท
ทรงบัญญัติไว้ เพื่อจะห้ามไม่ให้ภิกษุเอาความเสียหายของกันไปประจาน
ลักษณะแห่งอาบัตฺ
ภิกษุผู้ได้รับสมมติ (ได้รับหมอบหมายให้บอก) นั้น กำหนดอาบัติก็มี กำหนดสกุลก็มี ไม่กำหนดก็มี ได้รับสมมติอย่างใด ต้องบอกอย่างนั้น ทำนอกเหนือไปต้องปาจิตตีย์เหมือนกัน บอกอาบัติไม่ชั่วหยาบ เป็นทุกกฏ.
ก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า ก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า ก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า ก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า ก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า
ส่วนประกอบ ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ ๕ ขีด ผักคะน้า ๓ ขีด เนื้อหมู ๓ ขีด น้ำมันพืช ๓ ช้อนโต๊ะ กระเทียม ๒ หัว เต้าเจี้ยวดำ ๑ ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วดำ ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำปลา ๒ ช้อนโต๊ะ น้ำตาล ๑ ช้อนโต๊ะ แป้งมัน ๑ ช้ินโต๊ะ พริกชี้ฟ้า ๕ เม็ด น้ำส้มสายชู ๒ ช้อนโต๊ะ พริกไทยป่น
วิธีทำ
๑. ล้างเนื้อหมูให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นพอพอคำ
๒. ล้างผักคะน้าแล้วหั่นเป็นท่อนๆ แยกก้านไว้
๓. แป้งมันละลายน้ำพอสมควร
๔. นำกระทะขึ้นตั้งบนเตา ใส่น้ำมันพืชเล็กน้อย นำเส้นก๋วยเตี๋ยว ลงผัด ใส่ซีอิ๊วดำผัดให้ทั่ว ตักขึ้นใส่จานพักไว้
๕. นำกระทะขึ้นตั้งบนเตา ใส่น้ำมันพืชเล็กน้อย ใส่กระเทียมเจียวพอหอม ใส่เต้าเจียวดำ ใส่เนื้อหมูลงผัด พอสุกใส่ผักคะน้า ใส่เฉพาะก้านลงผัดก่อนแล้วใส่ใบตาม สักครู่ใส่แป้งมันลงไปคนให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล พอเดือดยกลง
๖. หั่นพริกชี้ฟ้าเป็นวงกลมเล็กๆ ผสมกับน้ำส้มสายชู
๗. ตักราดใส่จานเส้นก๋วยเตี๋ยวที่เตรียมไว้ โรยพริกไทยป่น
๘. ปรุงรสด้วยน้ำตาล น้ำปลา พริกน้ำส้มดองตามชอบ รัปประทานร้อนๆ
(ตำรับเด็ด อาหารจานด่วน ของนายเปรี้ยวหวาน ) bigcat นำมาตีแผ่
วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2555
ด่าภิกษุ ต้องปาจิตตีย์
นิทานต้นบัญญัติ
ภิกษุฉัพพัคคีย์ ทะเลาะกับภิกษุผู้มีศีลอันเป็นที่รักอื่น ๆ แล้วด่า แช่ง ด้วยคำด่า ๑๐ ประการ คือ ถ้อยคำที่พาดพิงถึง ชาติ (กำเนิด), ชื่อ, โคตร, การงาน, ศิลปะ, อาพาธ, เพศ, กิเลส, อาบัติ, และคำด่าที่เลว พระผู้มรพระภาคทรงทราบจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ด่ภิกษุอื่น.
อธิบาย ลักษณะคำด่า
โอมสวาท(คำด่า) นั้น คือคำพูดเสียดแทงให้เจ็บใจ พร้อมด้วยจิตปรารถนาจะให้เขาเจ็บใจ และวัตถุสำหรับอ้างขึ้นกล่าวเสียดแทงนั้น คือ ชาติได้แก่ชั้นหรือกำเนิดของตน ๑ ชื่อ ๑ โคตรคือแซ่ ๑ การงาน ๑ ศิลปะ ๑ โรค ๑ รูปพรรณสันฐาน ๑ กิเลส ๑ อาบัติ ๑ คำสบประมาทอย่างอื่นอีก ๑ รวมเป็น ๑๐ นี้ เรียกว่าอักโกสวัตถุ แปลว่าเรื่องสำหรับด่า
กิริยาเสียดแทง
๑. แกล้งพูดยกย่องด้วนเรื่องที่เกินความจริงกระทบถึงชาติเป็นต้นเรียกว่าพูดแดกดันบ้าง พูดประชดบ้าง (กล่าวกระทบกระแทกหรือประชดเพราะความไม่พอใจ)
๒. พูดกดให้เลวลง (ใช้ถ้อยคำว่าคนอื่นด้วยคำหยาบช้าเลวทราม) เรียกว่าด่า.
ทุพภาสิตาบัติ
ไม่ได้เพ่งความเจ็บใจหรือความอัปยศ พูดล้อเล่น แต่กระทบวัตถุ (เรื่อง) มีชาติกำเนิด, ชาติตระกูล, เป็นต้น กับอุปสัมบันก็ตาม พูดเจาะตัวก็ตาม พูดเปรยๆ ก็ตาม เป็นทุพภาษิตเหมือนกัน
ลักษณะแห่งอาบัติ
อาบัติในสิกขาบทนี้ เป็นสจิตตกะเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้ามุ่งอรรถมุ่งธรรมมุ่งสั่งสอน แม้กล่าวถึงชาติกำเนิดเป็นต้น ไม่เป็นอาบัติ.
อาหารจานด่วน ข้าวผัดสามสหาย
ส่วนประกอบ
ข้าวสวย ๒ ถ้วย น้ำมันพืช ๒ ช้อนโต๊ะ หอมใหญ่ ๑ หัว เนื้อหมูหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ๑ ขีด ฟักทองดิบหั่นเล็กๆ ๕๐ กรัม ถั่วฝักยาวหั่นยาว ๔ ฝัก มะเขือเทศหั่นเล็กๆ ๕๐ กรัม ถั่วแดงต้มสุก ๕๐ กรัม ถั่วเขียวต้มสุก ๕๐ กรัม น้ำปลา ๒ ช้อนโต๊ะ น้ำตาล ๑ ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
๑. นำกระทะขึ้นตั้งบนเตา ใส่น้ำมันพืช หอมใหญ่ผัดพอสุก ใส่เนื้อหมูลงผัดต่อ ใส่ข้าวสวย ถั่วแดงต้ม ถั่วเขียวต้ม ถั่วฝักยาว ฟักทอง มะเขือเทศ ผัดให้เข้ากันปรุงรสด้วยน้ำปลาน้ำตาลสุกแล้วยกลง
๒. ตักใส่จานรับประทานได้เลย.
ภิกษุฉัพพัคคีย์ ทะเลาะกับภิกษุผู้มีศีลอันเป็นที่รักอื่น ๆ แล้วด่า แช่ง ด้วยคำด่า ๑๐ ประการ คือ ถ้อยคำที่พาดพิงถึง ชาติ (กำเนิด), ชื่อ, โคตร, การงาน, ศิลปะ, อาพาธ, เพศ, กิเลส, อาบัติ, และคำด่าที่เลว พระผู้มรพระภาคทรงทราบจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ปรับอาบัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้ด่ภิกษุอื่น.
อธิบาย ลักษณะคำด่า
โอมสวาท(คำด่า) นั้น คือคำพูดเสียดแทงให้เจ็บใจ พร้อมด้วยจิตปรารถนาจะให้เขาเจ็บใจ และวัตถุสำหรับอ้างขึ้นกล่าวเสียดแทงนั้น คือ ชาติได้แก่ชั้นหรือกำเนิดของตน ๑ ชื่อ ๑ โคตรคือแซ่ ๑ การงาน ๑ ศิลปะ ๑ โรค ๑ รูปพรรณสันฐาน ๑ กิเลส ๑ อาบัติ ๑ คำสบประมาทอย่างอื่นอีก ๑ รวมเป็น ๑๐ นี้ เรียกว่าอักโกสวัตถุ แปลว่าเรื่องสำหรับด่า
กิริยาเสียดแทง
๑. แกล้งพูดยกย่องด้วนเรื่องที่เกินความจริงกระทบถึงชาติเป็นต้นเรียกว่าพูดแดกดันบ้าง พูดประชดบ้าง (กล่าวกระทบกระแทกหรือประชดเพราะความไม่พอใจ)
๒. พูดกดให้เลวลง (ใช้ถ้อยคำว่าคนอื่นด้วยคำหยาบช้าเลวทราม) เรียกว่าด่า.
ทุพภาสิตาบัติ
ไม่ได้เพ่งความเจ็บใจหรือความอัปยศ พูดล้อเล่น แต่กระทบวัตถุ (เรื่อง) มีชาติกำเนิด, ชาติตระกูล, เป็นต้น กับอุปสัมบันก็ตาม พูดเจาะตัวก็ตาม พูดเปรยๆ ก็ตาม เป็นทุพภาษิตเหมือนกัน
ลักษณะแห่งอาบัติ
อาบัติในสิกขาบทนี้ เป็นสจิตตกะเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถ้ามุ่งอรรถมุ่งธรรมมุ่งสั่งสอน แม้กล่าวถึงชาติกำเนิดเป็นต้น ไม่เป็นอาบัติ.
อาหารจานด่วน ข้าวผัดสามสหาย
ส่วนประกอบ
ข้าวสวย ๒ ถ้วย น้ำมันพืช ๒ ช้อนโต๊ะ หอมใหญ่ ๑ หัว เนื้อหมูหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ๑ ขีด ฟักทองดิบหั่นเล็กๆ ๕๐ กรัม ถั่วฝักยาวหั่นยาว ๔ ฝัก มะเขือเทศหั่นเล็กๆ ๕๐ กรัม ถั่วแดงต้มสุก ๕๐ กรัม ถั่วเขียวต้มสุก ๕๐ กรัม น้ำปลา ๒ ช้อนโต๊ะ น้ำตาล ๑ ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
๑. นำกระทะขึ้นตั้งบนเตา ใส่น้ำมันพืช หอมใหญ่ผัดพอสุก ใส่เนื้อหมูลงผัดต่อ ใส่ข้าวสวย ถั่วแดงต้ม ถั่วเขียวต้ม ถั่วฝักยาว ฟักทอง มะเขือเทศ ผัดให้เข้ากันปรุงรสด้วยน้ำปลาน้ำตาลสุกแล้วยกลง
๒. ตักใส่จานรับประทานได้เลย.
วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2555
ข้วผัดต้มยำทะเล
ส่วนประกอบ
๑. ข้าวสวย ๑ ถ้วย
๒. กุ้ง ๓ ตัว
๓. น้ำพริกเผา ๒ ช้อนโต๊ะ
๔. ใบมะดรูดฉีก ๒ ใบ
๕. น้ำมะนาว ๑ ช้อนโต๊ะ
๖. น้ำตาลทราย ๑ ช้อนชา
๗. ข่าหั่นแว่น ๔ แว่น
๘. ปลาหมึก ๔ ชิ้น
๙. หอยแมลงภู่ ๑๐ ตัว
๑๐ ตะไคร้หั่นทุบ ๓ ท่อน
๑๑ น้ำปลา ๑ ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
๑. นำกระทะตั้งไฟอ่อน ใส่น้ำพริกเผาลงไปผัด แล้วจึงค่อยใส่หอย ปลาหมึก และกุ้ง ลงไปผัดให้สุก
๒. จากนั้นจึงใส่ตะไคร้หั่นทุบ ใบมะกรูดฉีก ข่าหั่นแว่นลงไปผัด ถ้าแห้งเกินไปอาจจะเติมน้ำลงไปนิดหน่อย
๓. ผัดจนเครื่องทะเลสุก จึงค่อยใส่ข้าวลงไปผัด
๔. ผัดข้าวให้พอแห้งแล้วจึงค่อยปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล น้ำมะนาว ชิมรสให้เปรี้ยวนำ เค็ม หวาน กำลังดี
๕. ผัดต่ออีกสักพักจนข้าวแห้งดี แล้วจึงค่อยตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟ
คำถวายสังทาน(สามัญ)
อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายภัตตาหารกับทั้งบริวารเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ.
๑. ข้าวสวย ๑ ถ้วย
๒. กุ้ง ๓ ตัว
๓. น้ำพริกเผา ๒ ช้อนโต๊ะ
๔. ใบมะดรูดฉีก ๒ ใบ
๕. น้ำมะนาว ๑ ช้อนโต๊ะ
๖. น้ำตาลทราย ๑ ช้อนชา
๗. ข่าหั่นแว่น ๔ แว่น
๘. ปลาหมึก ๔ ชิ้น
๙. หอยแมลงภู่ ๑๐ ตัว
๑๐ ตะไคร้หั่นทุบ ๓ ท่อน
๑๑ น้ำปลา ๑ ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
๑. นำกระทะตั้งไฟอ่อน ใส่น้ำพริกเผาลงไปผัด แล้วจึงค่อยใส่หอย ปลาหมึก และกุ้ง ลงไปผัดให้สุก
๒. จากนั้นจึงใส่ตะไคร้หั่นทุบ ใบมะกรูดฉีก ข่าหั่นแว่นลงไปผัด ถ้าแห้งเกินไปอาจจะเติมน้ำลงไปนิดหน่อย
๓. ผัดจนเครื่องทะเลสุก จึงค่อยใส่ข้าวลงไปผัด
๔. ผัดข้าวให้พอแห้งแล้วจึงค่อยปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล น้ำมะนาว ชิมรสให้เปรี้ยวนำ เค็ม หวาน กำลังดี
๕. ผัดต่ออีกสักพักจนข้าวแห้งดี แล้วจึงค่อยตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟ
คำถวายสังทาน(สามัญ)
อิมานิ มะยัง ภันเต ภัตตานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายภัตตาหารกับทั้งบริวารเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ.
วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555
ประทุษร้ายสกุล
ภิกษุประทุษร้ายสกุล คือประจบคฤหัสถ์ สงฆ์ไล่เสียจากวัด กลับว่าติเตียนสงฆ์ ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น ถ้าไม่ละต้องสังฆาทิเสส.
นิทานต้นบัญญัติ เริ่มเรื่องเล่าว่า พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ใกล้กรุงสาวัตถึ ครั้งนั้น ภิกษุเลว ๆ ที่ชื่อว่าเป็นพวก พระอัสสชิ และ ปุนัพพสุกะ เป็นภิกษุเจ้าถิ่น อยู่ในชนบท ชื่อว่า กิฏาคิริ เป็นพระอลัชชี ภิกษุเหล่านั้นประพฤติอนาจารมีประการต่่างๆ เช่นการประจบคฤหัสถ์ ทำสิ่งต่างๆ ให้เขา เล่นซนต่างๆ มีภิกษุรูปหนึ่ง จำพรรษาในแคว้นกาสี ผ่นมาพัก ณ ชนบทนั้น เพื่อจะเดินทางไปกรุงสาวัตถี เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค ภิกษุนั้นเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้านด้วยอาการสำรวม แต่มนูษย์ทั้งหลายไม่ชอบ เพราะไม่แสดงอาการประจบประแจง เหมือนภิกษุพวกอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ จึงไม่ถวายอาหาร แต่อุบาสกผู้หนึ่ง( เป็นผู้เข้าใจพระธรรมวินัยถูกต้อง ) เห็นเข้าจึงนิมนต์ภิกษุรูปนั้นไปฉันที่บ้านของตน สั่งความให้ไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า ภิกษุพวกอัสสชิและพระปนัพพสุกะ ประพฤติตนไม่สมควรต่างๆ ความทราบถึงพระพุทธเจ้า ทรงตำหนิ แล้วทรงบัญญัติสิกขาบท มีใจความว่า ภิกษุประทุษร้ายสกุล (ประจบคฤหัสถ์ ทอดตนลงให้เขาใช้ ) มีความประพฤติเลวทราม เป็นที่รู้เห็นทั่วไป ภิกษุทั้งหลายพึงว่่ากล่าวและขับเสียจากที่นั้น ถ้าเธอกลับว่าติเตียน ภิกษุทั้งหลายพึงสวดประกาศ (เป็นการสงฆ์ ) ให้เธอละเลิกเสีย ถ้าสวดครบ ๓ ครั้ง ยังดื้อดึง ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.
อธิบาย ประทุษร้ายสกุล คำนี้ว่า ประทุษร้ายสกุล นี้ หมายความว่า เป็นผูประจบเขาด้วยกิริยาทำตนอย่างคฤหัสถ์ ยอมตนให้เขาใช้สอย หรือด้วยอาการเอาเปรียบโดยเชิงใก้สิ่งของเล็กน้อยด้วยหวังได้มาก ทำอย่างนี้เรียกว่าประทุษร้ายสกุล เพราะทำให้เขาเสียศรัทธาเลื่อมใสอันเป็นมูลเหตุแห่งกุศลสมบัติ. วินัยมุข เล่ม ๑ ฉบับมาตรฐาน
นิทานต้นบัญญัติ เริ่มเรื่องเล่าว่า พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เชตวนาราม ใกล้กรุงสาวัตถึ ครั้งนั้น ภิกษุเลว ๆ ที่ชื่อว่าเป็นพวก พระอัสสชิ และ ปุนัพพสุกะ เป็นภิกษุเจ้าถิ่น อยู่ในชนบท ชื่อว่า กิฏาคิริ เป็นพระอลัชชี ภิกษุเหล่านั้นประพฤติอนาจารมีประการต่่างๆ เช่นการประจบคฤหัสถ์ ทำสิ่งต่างๆ ให้เขา เล่นซนต่างๆ มีภิกษุรูปหนึ่ง จำพรรษาในแคว้นกาสี ผ่นมาพัก ณ ชนบทนั้น เพื่อจะเดินทางไปกรุงสาวัตถี เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค ภิกษุนั้นเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้านด้วยอาการสำรวม แต่มนูษย์ทั้งหลายไม่ชอบ เพราะไม่แสดงอาการประจบประแจง เหมือนภิกษุพวกอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ จึงไม่ถวายอาหาร แต่อุบาสกผู้หนึ่ง( เป็นผู้เข้าใจพระธรรมวินัยถูกต้อง ) เห็นเข้าจึงนิมนต์ภิกษุรูปนั้นไปฉันที่บ้านของตน สั่งความให้ไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า ภิกษุพวกอัสสชิและพระปนัพพสุกะ ประพฤติตนไม่สมควรต่างๆ ความทราบถึงพระพุทธเจ้า ทรงตำหนิ แล้วทรงบัญญัติสิกขาบท มีใจความว่า ภิกษุประทุษร้ายสกุล (ประจบคฤหัสถ์ ทอดตนลงให้เขาใช้ ) มีความประพฤติเลวทราม เป็นที่รู้เห็นทั่วไป ภิกษุทั้งหลายพึงว่่ากล่าวและขับเสียจากที่นั้น ถ้าเธอกลับว่าติเตียน ภิกษุทั้งหลายพึงสวดประกาศ (เป็นการสงฆ์ ) ให้เธอละเลิกเสีย ถ้าสวดครบ ๓ ครั้ง ยังดื้อดึง ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.
อธิบาย ประทุษร้ายสกุล คำนี้ว่า ประทุษร้ายสกุล นี้ หมายความว่า เป็นผูประจบเขาด้วยกิริยาทำตนอย่างคฤหัสถ์ ยอมตนให้เขาใช้สอย หรือด้วยอาการเอาเปรียบโดยเชิงใก้สิ่งของเล็กน้อยด้วยหวังได้มาก ทำอย่างนี้เรียกว่าประทุษร้ายสกุล เพราะทำให้เขาเสียศรัทธาเลื่อมใสอันเป็นมูลเหตุแห่งกุศลสมบัติ. วินัยมุข เล่ม ๑ ฉบับมาตรฐาน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)