พูดปด ต้องปาจิตตีย์.
นิทานต้นบัญญัติ พระหัตถกะ ศากยบุตร สนทนากับพวกเดียรถีย์ปฏิเสธแล้วกลับบ้าน รับแล้วกลับปฏิเสธ กล้าพูดปดทั้ง ๆ รู้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงบัญญัติสิกขาบทปรับอาบัติปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้พูดปดทั้ง ๆ รู้.
อธิบาย ลักษณะพูดปด
สัมปชานมุสาวาท ( พูดปด ) นั้น คือรู้ตัวอยู่กล่าวเท็จ พึงรู้โดยลักษณะอย่างนี้ เรื่องเป็นอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ผู้พูดจงใจจะพูดให้คลาดจากความจริง พูดหรือแสดงอาการอย่างอื่นด้วยเจตนานั้นให้ผู้ฟังเข้าใจเป็นอย่างอื่นจากความจริง แสดงเพียงกายประโยค เช่น เขียนหนังสือ ก็เข้าในลักษณะนี้.
ลักษณะแห่งอาบัติ
อาบัติในสิกขาบทนี้ เป้นสจิตตกะ ( มีเจตนา ) คือ ตั้งใจพูดเท็จ จึงจะเป็นอาบัติ ไม่ตั้งใจพูดเท็จ ไม่เป็นอาบัติ รับคำของเขาด้วยจิตบริสุทธิ์แล้ว ภายหลังไม่ได้ทำตามรับนั้น เรียกปฏิสสวะ ( ฝืนคำที่รับปากเขาไว้ ) ปรับทุกกฏ.
ข้าวหมูทอดซอสกะหรี่ข้าวหมูทอดซอสกะหรี่
ส่วนประกอบหมูทอด
เนื้อหมูสันนอกแล่ชิ้นใหญ่ ไข่ไก่ แป้งมัน เกล็ดขนมปังป่น
วิธีทำ
๑. นำเนื้อหมูมาคลุกกับแป้งมันให้ทั่วทั้งชิ้น แป้งไม่ต้องหนา เอาแค่บาง ๆ พอ
๒. เตรียมตอกไข่ใส่จาน แล้วตีให้ไข่ขาวกับไข่แดงเข้ากัน นำเกล็ดขนมปังใส่จาน
๓. นำหมูมาชุบไข่ให้ทั่ว แล้วนำไปคลุกเกล็ดขนมปัง พักเอาไว้
๔. นำกระทะใส่น้ำมันสำหรับทอดหมู พอน้ำมันร้อนจึงค่อยนำหมูลงทอด ทอดจนหมูสุก แป้งเหลืองกรอบ แล้วตักขึ้นพักเอาไว้ บนกระดาษซับน้ำมัน
ส่วนประกอบซอสกะหรี่
ผงกะหรี่หรือกะหรี่ก้อน เนย มันฝรั่ง หอมหัวใหญ่ โยเกิร์ตรสธรรมชาติ เกลือ น้ำตาลทราย
วิธีทำ
๑. นำเนยใส่หม้อ ตั้งไฟอ่อน ผัดเนยให้ละลาย จากนั้นจึงค่อยใส่หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่งลงไปผัด ผัดแค่พอหอมหัวใหญ่สุกใส
๒. เติมน้ำลงไป เร่งไฟรอให้เดือด แล้วจึงค่อยใส่ผงกะหรี่ หรือกะหรี่ก้อนลงไป ลดไฟลงจนเหลือไฟกลาง แล้วเคี่ยวจนกว่าหอมหัวใหญ่และมันฝรั่งสุกจนนิ่ม
๓. ปรุงรสด้วยเกลือ และน้ำตาลทราย ชิมรสให้เค็ม ๆ หวาน ๆ แล้วจึงค่อยใส่โยเกิร์ตลงไปเคี่ยวต่ออีกสักครู่จนข้น
วิธีเสิร์ฟ
ตักข้าวสวยใส่จาน หั่นหมูทอดเป็นชิ้นพอคำ แล้วจึงค่อยตักซอสกะหรี่ราดลงไป พร้อมเสิร์ฟ
วันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
วันนี้มี คำวัด ดังนี้
บุคลิกทาน หมายถึงทานที่ถวายจำเพาะเจาะจงผู้รับ ได้แก่ ทานที่ผู้ถวายมุ่งถวายภิกษุรูปนั้นรูปนี้โดยเฉพาะ
บุคลิกทาน เรียกเต็มว่า ปาฏิบุคลิกทาน เรียกสั้น ๆว่า บุคลิก ก็มี เช่นพูดว่า
" กระผมขอถวายของพระวัดนี้ ๙ ที่ ขอถวายบุคลิก ๒ ที่คือเจ้าอาวาสกับพระเลขา "
บุคลิกทาน ใช้คู่กับ สังฆทาน คือทานที่ถวายไม่จำเพาะเจาะจงผู้รับ
สังฆทาน
" วันนี้ฉันไปถวายสังฆทานที่วัดมา ขอแบ่งบุญให้เธอด้วยนะ "
สังฆทาน ในคำพูดข้างต้นหมายถึงทานที่ตั้งใจถวายแก้สงฆ์หรือผู้แทนของสงฆ์ ไม่จำเพาะเจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง หากถวายโดยเจาะจงเรียกว่า บุคลิกทาน
ท่านว่าสังฆทานมีอานิสงส์มากกว่าบุคลิกทาน เพราะผู้ถวายมีจิตใจที่กว้างขวาง ไม่คับแคบไม่เจาะจงว่าจะเป็นภิกษุรูปใด เป็นการแสดงถึงความตั้งใจจะถวายด้วยศรัทธาอันเป็นสาธารณะ
การทำบุญเลี้ยงพระในงานต่าง ๆ การไปทำบุญตักบาตรที่วัด การใส่บาตรพระที่เดินบิณฑบาต หากไม่เจาะจงพระ นับว่าเป็นสังฆทานทั้งสิ้น
น้ำลำใยน้ำลำใยน้ำลำใยน้ำลำใยน้ำลำใยน้ำลำใย
การเตรียม ๑. ลำใยแห้ง ๑ ขีด ๒. น้ำตาลทราย พอสมควร ๓. น้ำสะอาด
วิธีทำ ๑. ต้มน้ำใส่หม้อจนเดือดสักครู่ ๒. ใส่ลำใยแห้งลงไป พอเดือดคนให้ลำใยไม่เกาะกัน ๓. เติมน้ำตาลทราย คนให้ละลาย ยกลงทิ้งไว้ให้เย็น ๔. เทใส่ภาชนะใหม่เพราะก้นหม้อจะมีตะกอนของน้ำน้ำตาลทรายและเศษลำใยเล็กไม่น่าดื่ม ๕. เวลาใส่น้ำแข็งทุบละเอียด หรือใส่ขวดเก็บไว้ในตู้เย็นได้หลายวัน
บุคลิกทาน เรียกเต็มว่า ปาฏิบุคลิกทาน เรียกสั้น ๆว่า บุคลิก ก็มี เช่นพูดว่า
" กระผมขอถวายของพระวัดนี้ ๙ ที่ ขอถวายบุคลิก ๒ ที่คือเจ้าอาวาสกับพระเลขา "
บุคลิกทาน ใช้คู่กับ สังฆทาน คือทานที่ถวายไม่จำเพาะเจาะจงผู้รับ
สังฆทาน
" วันนี้ฉันไปถวายสังฆทานที่วัดมา ขอแบ่งบุญให้เธอด้วยนะ "
สังฆทาน ในคำพูดข้างต้นหมายถึงทานที่ตั้งใจถวายแก้สงฆ์หรือผู้แทนของสงฆ์ ไม่จำเพาะเจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง หากถวายโดยเจาะจงเรียกว่า บุคลิกทาน
ท่านว่าสังฆทานมีอานิสงส์มากกว่าบุคลิกทาน เพราะผู้ถวายมีจิตใจที่กว้างขวาง ไม่คับแคบไม่เจาะจงว่าจะเป็นภิกษุรูปใด เป็นการแสดงถึงความตั้งใจจะถวายด้วยศรัทธาอันเป็นสาธารณะ
การทำบุญเลี้ยงพระในงานต่าง ๆ การไปทำบุญตักบาตรที่วัด การใส่บาตรพระที่เดินบิณฑบาต หากไม่เจาะจงพระ นับว่าเป็นสังฆทานทั้งสิ้น
น้ำลำใยน้ำลำใยน้ำลำใยน้ำลำใยน้ำลำใยน้ำลำใย
การเตรียม ๑. ลำใยแห้ง ๑ ขีด ๒. น้ำตาลทราย พอสมควร ๓. น้ำสะอาด
วิธีทำ ๑. ต้มน้ำใส่หม้อจนเดือดสักครู่ ๒. ใส่ลำใยแห้งลงไป พอเดือดคนให้ลำใยไม่เกาะกัน ๓. เติมน้ำตาลทราย คนให้ละลาย ยกลงทิ้งไว้ให้เย็น ๔. เทใส่ภาชนะใหม่เพราะก้นหม้อจะมีตะกอนของน้ำน้ำตาลทรายและเศษลำใยเล็กไม่น่าดื่ม ๕. เวลาใส่น้ำแข็งทุบละเอียด หรือใส่ขวดเก็บไว้ในตู้เย็นได้หลายวัน
วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
พุทธกิจ
พุทธกิจ หมายถึงกิจวัตรที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญประจำวัน มี ๕ อย่าง คือ
๑. เวลาเช้า เสด็จออกบิณฑบาตโปรดสัตว์
๒. เวลาเย็น ทรงแสดงธรรม
๓. เวลาค่ำ ทรงประทานโอวาทแก่พระภิกษุ
๔. เวลาเที่ยงคืน ทรงตอบปัญหาเทวดา
๕. เวลาเช้ามืด ทรงตรวจดูสัตวืโลกที่ควรเสด็จไปโปรด
พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพุทธกิจ ๕ ประการนี้เป็นกิจวัตรประจำวันมิได้ว่างเว้น ตลอด ๔๕ พรรษา
รสร้อนแรงแกงใต้รสร้อนแรงแกงใต้รสร้อนแรง
คั่วกลิ้งหมูคั่วกลิ้งหมูคั่วกลิ้งหมูคั่วกลิ้งหมู
ส่วนประกอบ
หมูหั่นชิ้น ๒ ถ้วย พริกแกงเผ็ด ๒ ช้อนโต๊ะ ขมิ้นซอย ๑ ช้อนโต๊ะ กะปิ ๑/๒ ช้อนโต๊ะ ตะไคร้ซอย ๑ ช้อนโต๊ะ ใบมะกรูดซอย ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำปลา ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำตาล ๑ ช้อนชา
วิธีทำ
๑. เตรียมพริกแกง โดยการนำพริกแกงเผ็ด ขมิ้นซอย กะปิ ไปโขลกให้เข้ากัน พักเอาไว้
๒. นำกระทะตั้งไฟ ใส่น้ำลงไปนิดหน่อย จากนั้นจึงค่อยใส่พริกแกงที่เตรียมไว้ลงไปผัดให้หอม
๓. เมื่อพริกแกงเริ่มหอมแล้วจึงค่อยใส่หมูลงไปผัด ผัดไปจนกว่าหมูจะสุก
๔. เมื่อหมูสุกดีจึงค่อยปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำตาลทรายนิดหน่อยชิมให้มีรสชาติเค็มนำ และผัดต่อไปจนกว่าจะแห้ง
๕. เมื่อหมุและเครื่องแกงเริ่มแห้งจึงค่อยใส่ตะไคร้ซอย และใบมะกรูดซอยลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน จึงพร้อมเสิร์ฟ
เวลาเสิร์ฟควรเสิร์ฟพร้อมกับผักสด เช่นแตงกวา ถั่วฝักยาว เพื่อช่วยลดความเผ็ด
น้ำเก๊กฮวยน้ำเก๊กฮวยน้ำเก๊กฮวยน้ำเก๊กฮวย
การเตรียม
๑. ดอกเก๊กฮวยแห้ง ๓ หยิบมือ
๒. ใส่ดอกเก๊กฮวยแห้งลงไปต้มสักครู่ จนได้น้ำสีเหลืองอ่อน ๐
๓. ใส่น้ำตาลทรายแดง พอละลายยกลง จะได้มีน้ำสีเข้มขึ้น จากนั้นกรองเอาเศษผงและดอกเก๊กฮวยออกด้วยผ้าขาวบาง จะได้น้ำใสสีเหลืองสวย
๔. ดื่มในขณะอุ่น ๐ หลังรับประทานอาหารก็ได้ หรือมส่ขวดแช่ตู้เย็น ดื่มในยามกระหายหรืออ่อนเพลีย ช่วยให้รู้สึกสดชื่นทันที
๑. เวลาเช้า เสด็จออกบิณฑบาตโปรดสัตว์
๒. เวลาเย็น ทรงแสดงธรรม
๓. เวลาค่ำ ทรงประทานโอวาทแก่พระภิกษุ
๔. เวลาเที่ยงคืน ทรงตอบปัญหาเทวดา
๕. เวลาเช้ามืด ทรงตรวจดูสัตวืโลกที่ควรเสด็จไปโปรด
พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพุทธกิจ ๕ ประการนี้เป็นกิจวัตรประจำวันมิได้ว่างเว้น ตลอด ๔๕ พรรษา
รสร้อนแรงแกงใต้รสร้อนแรงแกงใต้รสร้อนแรง
คั่วกลิ้งหมูคั่วกลิ้งหมูคั่วกลิ้งหมูคั่วกลิ้งหมู
ส่วนประกอบ
หมูหั่นชิ้น ๒ ถ้วย พริกแกงเผ็ด ๒ ช้อนโต๊ะ ขมิ้นซอย ๑ ช้อนโต๊ะ กะปิ ๑/๒ ช้อนโต๊ะ ตะไคร้ซอย ๑ ช้อนโต๊ะ ใบมะกรูดซอย ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำปลา ๑ ช้อนโต๊ะ น้ำตาล ๑ ช้อนชา
วิธีทำ
๑. เตรียมพริกแกง โดยการนำพริกแกงเผ็ด ขมิ้นซอย กะปิ ไปโขลกให้เข้ากัน พักเอาไว้
๒. นำกระทะตั้งไฟ ใส่น้ำลงไปนิดหน่อย จากนั้นจึงค่อยใส่พริกแกงที่เตรียมไว้ลงไปผัดให้หอม
๓. เมื่อพริกแกงเริ่มหอมแล้วจึงค่อยใส่หมูลงไปผัด ผัดไปจนกว่าหมูจะสุก
๔. เมื่อหมูสุกดีจึงค่อยปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำตาลทรายนิดหน่อยชิมให้มีรสชาติเค็มนำ และผัดต่อไปจนกว่าจะแห้ง
๕. เมื่อหมุและเครื่องแกงเริ่มแห้งจึงค่อยใส่ตะไคร้ซอย และใบมะกรูดซอยลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน จึงพร้อมเสิร์ฟ
เวลาเสิร์ฟควรเสิร์ฟพร้อมกับผักสด เช่นแตงกวา ถั่วฝักยาว เพื่อช่วยลดความเผ็ด
น้ำเก๊กฮวยน้ำเก๊กฮวยน้ำเก๊กฮวยน้ำเก๊กฮวย
การเตรียม
๑. ดอกเก๊กฮวยแห้ง ๓ หยิบมือ
๒. ใส่ดอกเก๊กฮวยแห้งลงไปต้มสักครู่ จนได้น้ำสีเหลืองอ่อน ๐
๓. ใส่น้ำตาลทรายแดง พอละลายยกลง จะได้มีน้ำสีเข้มขึ้น จากนั้นกรองเอาเศษผงและดอกเก๊กฮวยออกด้วยผ้าขาวบาง จะได้น้ำใสสีเหลืองสวย
๔. ดื่มในขณะอุ่น ๐ หลังรับประทานอาหารก็ได้ หรือมส่ขวดแช่ตู้เย็น ดื่มในยามกระหายหรืออ่อนเพลีย ช่วยให้รู้สึกสดชื่นทันที
คำวัด เสนอคำว่า วัฏฏะ-วัฏสังสาร
วัฏฏะ แปลว่า วงกลม, การหมุนเวียนไปเป็นวงกลม ใช้หมายถึงการหมุนเวียนไปด้วยอำนาจกิเลส กรรม และวิบาก คือเมื่อยังมีกิเลสก็เป็นเหตุให้ทำกรรม เมื่อทำกรรมก็ต้องได้รับวิบากคือผลกรรม เมื่อเสวยวิบากอยู่ก็เกิดกิเลสอีก เมื่อเกิดกิเลสก็ทำกรรมอีก หมุนเวียนเป็นวงจรอย่างนี้เรื่อยไป เรียกวงจรนี้ว่า วัฏจักร
การหมุนเวียนไปอย่างนี้ทำให้เจ้าของกิเลสกรรม วิบากนั้ันต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบ เรียกการเวียนว่ายตายเกิดอย่างนี้ว่า วัฏสงสาร หรือ สังสารวัฏ
การเวียนว่ายตายเกิดเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ร่ำไป เรียกทุกข์เพราะวัฏฏะอย่างนี้ว่า วัฏทุกข์
การตัดกิเลสได้เด็ดขาดเป็นการตัดวงจรของวัฏฏะได้เด็ดขาด ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก
แกงเหลืองปลา
ส่วนประกอบ
เนื้อปลา ๒ ถ้วย
กะปิเผา ๑ ช้อนโต๊ะ
ขมิ้น ๑ ช้อนโต๊ะ
พริกแกงส้ม ๑ ช้อนโต๊ะ
หน่อไม้เปล้ยว ๒ ถ้วย
น้ำปลา ๔ ช้อนโต๊ะ
น้ำมะขามเปียก ๒ ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว ๑ ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปึก ๑ ช้อนชา
วิธีทำ
๑. นำพริกแกงส้ม กะปิ ขมิ้น โขลกเข้าด้วยกันจนเป็นเนื้อเดียวกัน
๒. นำน้ำใส่หม้อประมาณ ๑/๓ ของหม้อ จากนั้นจึงละลายพริกแกงที่ได้เตรียมเอาไว้ และตั้งไฟรอให้เดือด
๓. เมื่อน้ำเดือดจัดจึงค่อยใส่เนื้อปลาลงไปต้ม รอให้เดือดอีกหนึ่งครั้ง
๔. เมื่อน้ำเดือดจึงค่อยใส่หน่อไม้ดองลงไป พร้อมทั้งเริ่มทำการปรุงรสด้วนน้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว น้ำปลา และน้ำตาลปึก ชิมรสให้เปรี้ยวนำ เค็มตาม หวานนิดหน่อย
๕. ต้มต่อไปอีกประมาร ๑๐ นาที เพื่อให้น้ำแกงเข้มข้น จากนั้นดับไฟแล้วจึงตักเสิร์ฟ
น้ำชามะนาว
การเตรียม
๑. ผงชาสำเร็จรูป ใส่ผงชาในถุงผ้าสำหรับชงประมาณ ๓ ช้อนโต๊ะ โดยชงกับน้ำเดือด
๒. น้ำตาลทราย พอสมควร แล้วแต่ชอบ
๓. มะนาว
ฝามนเป็นชิ้นบาง ๆ ตามขวางผล ใช้ประมาร ๒ ชิ้น
วิธีทำ
๑. ชงชาสำเร็จรูปที่เตรียมไว้กับน้ำต้มเดือดใหม่ ๆ ให้ได้ประมาร ๑ แก้ว ความเข้มข้นพอสมควร
๒. ใส่น้ำตาลทราย คนให้ละลาย ชิมรสออกหวานตามชอบ
๓. บีบมะนาวลงไป ๑ ชิ้น หรือจะใช้มะนาวที่ฝานเตรียมไว้ใส่ลงไปเลยก็ได้
จะได้รสหอมของมะนาว และหวานสดชื่นของน้ำชา ถ้าต้องการนำมาใส่น้ำแข้งทุบละเอียด ให้ชงรสออกหวานสักหน่อย
การหมุนเวียนไปอย่างนี้ทำให้เจ้าของกิเลสกรรม วิบากนั้ันต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบ เรียกการเวียนว่ายตายเกิดอย่างนี้ว่า วัฏสงสาร หรือ สังสารวัฏ
การเวียนว่ายตายเกิดเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ร่ำไป เรียกทุกข์เพราะวัฏฏะอย่างนี้ว่า วัฏทุกข์
การตัดกิเลสได้เด็ดขาดเป็นการตัดวงจรของวัฏฏะได้เด็ดขาด ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก
แกงเหลืองปลา
ส่วนประกอบ
เนื้อปลา ๒ ถ้วย
กะปิเผา ๑ ช้อนโต๊ะ
ขมิ้น ๑ ช้อนโต๊ะ
พริกแกงส้ม ๑ ช้อนโต๊ะ
หน่อไม้เปล้ยว ๒ ถ้วย
น้ำปลา ๔ ช้อนโต๊ะ
น้ำมะขามเปียก ๒ ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว ๑ ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปึก ๑ ช้อนชา
วิธีทำ
๑. นำพริกแกงส้ม กะปิ ขมิ้น โขลกเข้าด้วยกันจนเป็นเนื้อเดียวกัน
๒. นำน้ำใส่หม้อประมาณ ๑/๓ ของหม้อ จากนั้นจึงละลายพริกแกงที่ได้เตรียมเอาไว้ และตั้งไฟรอให้เดือด
๓. เมื่อน้ำเดือดจัดจึงค่อยใส่เนื้อปลาลงไปต้ม รอให้เดือดอีกหนึ่งครั้ง
๔. เมื่อน้ำเดือดจึงค่อยใส่หน่อไม้ดองลงไป พร้อมทั้งเริ่มทำการปรุงรสด้วนน้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว น้ำปลา และน้ำตาลปึก ชิมรสให้เปรี้ยวนำ เค็มตาม หวานนิดหน่อย
๕. ต้มต่อไปอีกประมาร ๑๐ นาที เพื่อให้น้ำแกงเข้มข้น จากนั้นดับไฟแล้วจึงตักเสิร์ฟ
น้ำชามะนาว
การเตรียม
๑. ผงชาสำเร็จรูป ใส่ผงชาในถุงผ้าสำหรับชงประมาณ ๓ ช้อนโต๊ะ โดยชงกับน้ำเดือด
๒. น้ำตาลทราย พอสมควร แล้วแต่ชอบ
๓. มะนาว
ฝามนเป็นชิ้นบาง ๆ ตามขวางผล ใช้ประมาร ๒ ชิ้น
วิธีทำ
๑. ชงชาสำเร็จรูปที่เตรียมไว้กับน้ำต้มเดือดใหม่ ๆ ให้ได้ประมาร ๑ แก้ว ความเข้มข้นพอสมควร
๒. ใส่น้ำตาลทราย คนให้ละลาย ชิมรสออกหวานตามชอบ
๓. บีบมะนาวลงไป ๑ ชิ้น หรือจะใช้มะนาวที่ฝานเตรียมไว้ใส่ลงไปเลยก็ได้
จะได้รสหอมของมะนาว และหวานสดชื่นของน้ำชา ถ้าต้องการนำมาใส่น้ำแข้งทุบละเอียด ให้ชงรสออกหวานสักหน่อย
โภชนปฏิสังยุต
ความประพฤติที่เหมาะสมเนื่องด้วยการฉันภัตตาหาร
ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า" เราจักรับบิณฑบาตโดยเคารพ" "เมื่อรับบิณฑบาต เราจักแลดูแต่ในบาตร" เราจักรับแกงพอสมควรแก่้าวสุก" " เราจักรับบิณฑบาตแต่พอเสมอขอบปากบาตร" " เราจักฉันบิณฑบาตโดยเคารพ" " เมื่อฉันบิณฑบาต เราจักแลดูแต่ในบาตร" " เราจักฉันไม่ขุดข้าวสุกให้แหว่ง" " เราจักฉันแกงพอสมควรแก่ข้าวสุก" " เราจักฉันไม่ขยุ้มข้าวสุกแต่ยอดลงไป" " เราจักไม่กลบแกงหรือกับข้าวด้วยข้าวสุกเพราะอยากจะได้มาก" " เราไม่เจ็บไข้ จักไม่ขอแกงหรือข้าวด้วยข้าวสุกเพื่อประโยชนืแก่ตนมาฉัน" " เราจักไม่ดูบาตรของผู้อื่นด้วยคิดจะยกโทษ" ดราจักไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่นัก" " เราจักทำคำข้าวให้กลมกล่อม" " เมื่อคำข้าวยังไม่ถึงปาก เราจักไม่อ้าปากไว้ท่า" " เมื่อฉันอยู่ เราจักไม่เอานิ้วมือสอดเข้าปาก" " เมื่อข้าวอยู่ในปาก เราจักพูด" "เราจักไม่โยนคำข้าวเข้าปาก" " เราจักไม่ฉันกัดคำข้าว" " เราจักไม่ฉันไม่กะพุ้งแก้มให้ตุ่ย" "เราจักไม่ฉันพลาง สะบัดมือพลาง" "เราจักไม่ฉันโปรยเมล็ดข้าวให้ตกลงในบาตร หรือในที่นั้น ๆ" " เราจักไม่ฉันแลบลิ้น" " เราจักไม่ฉันดังจับ ๆ" เราจักไม่ฉันดังซุด ๆ" "เราจักไม่ฉันเลียมือ " " เราจักไม่ฉันขอดบาตร" " เราจักไม่ฉันเลีนริมฝีปาก" " เราจักไม่เอามือเปื้อนจับภาชนะน้ำ" " เราจักไม่เอาน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวเทลงในบ้าน"
ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า" เราจักรับบิณฑบาตโดยเคารพ" "เมื่อรับบิณฑบาต เราจักแลดูแต่ในบาตร" เราจักรับแกงพอสมควรแก่้าวสุก" " เราจักรับบิณฑบาตแต่พอเสมอขอบปากบาตร" " เราจักฉันบิณฑบาตโดยเคารพ" " เมื่อฉันบิณฑบาต เราจักแลดูแต่ในบาตร" " เราจักฉันไม่ขุดข้าวสุกให้แหว่ง" " เราจักฉันแกงพอสมควรแก่ข้าวสุก" " เราจักฉันไม่ขยุ้มข้าวสุกแต่ยอดลงไป" " เราจักไม่กลบแกงหรือกับข้าวด้วยข้าวสุกเพราะอยากจะได้มาก" " เราไม่เจ็บไข้ จักไม่ขอแกงหรือข้าวด้วยข้าวสุกเพื่อประโยชนืแก่ตนมาฉัน" " เราจักไม่ดูบาตรของผู้อื่นด้วยคิดจะยกโทษ" ดราจักไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่นัก" " เราจักทำคำข้าวให้กลมกล่อม" " เมื่อคำข้าวยังไม่ถึงปาก เราจักไม่อ้าปากไว้ท่า" " เมื่อฉันอยู่ เราจักไม่เอานิ้วมือสอดเข้าปาก" " เมื่อข้าวอยู่ในปาก เราจักพูด" "เราจักไม่โยนคำข้าวเข้าปาก" " เราจักไม่ฉันกัดคำข้าว" " เราจักไม่ฉันไม่กะพุ้งแก้มให้ตุ่ย" "เราจักไม่ฉันพลาง สะบัดมือพลาง" "เราจักไม่ฉันโปรยเมล็ดข้าวให้ตกลงในบาตร หรือในที่นั้น ๆ" " เราจักไม่ฉันแลบลิ้น" " เราจักไม่ฉันดังจับ ๆ" เราจักไม่ฉันดังซุด ๆ" "เราจักไม่ฉันเลียมือ " " เราจักไม่ฉันขอดบาตร" " เราจักไม่ฉันเลีนริมฝีปาก" " เราจักไม่เอามือเปื้อนจับภาชนะน้ำ" " เราจักไม่เอาน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวเทลงในบ้าน"
วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
เส้นเล็กเส้นใหญ่และไม่มีเส้น" ก๋วยเตี๋ยว"
ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ
ส่วนประกอบ เส้นใหญ่ / ผักบุ้งลวก / ลูกชิ้นปลา / ลูกชิ้นปลาทอด ( แฮ่กึ๊น ) / ปลาหมึกกรอบ / เต้าหู้ทอด / เลือดหมูต้ม / ดห็ดหูหนูขาว / ต้นหอม / ผักชีซอย / น้ำมันกระเทียมเจียว
ซอสเย็นตาโฟปลอดสารพิษ
ส่วนประกอบ เต้าหู้ยี้แดงพร้อมน้ำประมาณ 5-7 ก้อน
ซอสมะเขือเทศ 1/4ถ้วย เนื้อและน้ำกระเทียมดอง 1/2 พริกชี้ฟ้าแดงเอาเมล็ดออก 5 เม็ด น้ำส้มสายชู 1/4 ถ้วย น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำซอสเย็นตาโฟ
1. นำเต้าหู้ยี้ ซอสมะเขือเทศ เนื้อกระเทียมดอง พริกชี้ฟ้าแกะเมล็ด น้ำส้มสายชู น้ำเปล่า และน้ำตาลทราย มาใส่ลงในเครื่องปั่นอาหาร ปั่นจนทุกอย่างละเอียดเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
2. นำส่วนผสมที่ปั่นละเอียดดีแล้วเทลงในหม้อ ตั้งไฟอ่อนเคี่ยวจนเดือด ชิมรสให้เค็มนำ เปรี้ยวตาม หวานนิดหน่อย หอมกระเทียม กลมกล่อม ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วตักใส่ขวดโหล สามารถเก็บไว้ใช่ได้นาน
วิธีทำ
1. ลวกลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นปลาทอด ( แฮกึ๊น ) ปลาหมึกกรอบ เลือดหมูต้ม เห็ดหูหนูขาว และเต้าหู้ทอดเตรียมเอาไว้
2. ลวกเส้นและผักบุงใส่ชาม จากนั้นจึงค่อยใส่เครื่องต่าง ๆ ที่ลวกแล้วลงไป
3. ใส่น้ำมันซอสกระเทียมเจียว โรยด้วยต้นหอม ผักชีซอย และใส่น้ำมันซอสเย็นตาโฟ
4. เติมน้ำซุปแค่พอท่วมเส้น พร้อมเสิร์ฟ
น้ำชาจีน น้ำชาจีน น้ำชาจีน น้ำชาจีน น้ำชาจีน
การเตรียม การเตรียม การเตรียม การเตรียม
1. ใบชาจีน 2 ช้อนโต๊ะ
2. น้ำสะอาด 1-1 1/2 ลิตร
วิธีทำ วิธีทำ วิธีทำ วิธีทำ วิธีทำ วิธีทำ วิธีทำ วิธีทำ
1. ต้มน้ำให้เดือดสักครู่ ยกลงจากเตา
2. ใส่ใบชาจีนลงไปแช่ทิ้งไว้สักครู่ ใบชาจะทำให้น้ำเป็นสีน้ำตาลออ่น ถ้าชอบแก่ ๆ รสเข้มข้นให้แช่ทิ้งไว้นานสักหน่อย
3. กรองใบชาทิ้ง ใส่ภาชนะไว้ดื่มนาน ๆ
4. ใช่ดื่มในขณะร้อนหรือเย็นก็ได้
5. ถ้าชอบดื่มร้อนและดื่มบ่อย ให้ห่อใบชาด้วยผ้าขาวบาง เย็บปิดด้วยด้าย หรือใส่กรวยกรองใบชา แช่ทิ้งไว้ในกาน้ำเลย รินดื่มครั้งต่อครั้ง ถ้าเย็นอุ่นไฟให้ร้อน หากสีของน้ำอ่อนลง ทิ้งใบชาและเปลี่ยนใบชาใหม่ได้
.--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ภิกษุดื่มน้ำเมา ต้องปาจิตตีย์
นิทานต้นบัญญัติ พระสาคตะ ปราบนาค ( งูใหญ่ ) ของพวกชฏิลได้ ชาวบ้านดีใจปรึกษากันว่าจะถวายอะไรดีที่หาได้ยาก ภิกษุฉัพพัคคีย์ แนะให้ถวายเหล้าใส สีแดงดั่งเท้านกพิราบ ชาวบ้านจึงเตรียมเหล้าแดงไว้และถวายให้พระสาคตะดื่ม พระสาคตะเมานอนอยู่ที่ประตูเมือง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้าภิกษุดื่มสุรา ( น้ำเมาที่กลั่น ) และเมรัย ( น้ำเมาที่หมักหรือดอง ) ทรงปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิด.
อธิบาย ลักษณะน้ำเมา
๑. เมรัย ได้แก่น้ำอันมีรสหวานทุกอย่างที่เป็นเอง เช่นน้ำตาลแดง แต่เมื่อล่วงเวลาแล้ว รสหวานนั้นกลายเป้นรสเมา
๒. สุรา ได้แก่เมรัยที่เขากลั่นสกัด เพื่อให้รสเมาแรงขึ้น
ลักษณะแห่งอาบัติ อาบัติในสิกขาบทนี้ เป็นอจิตตกะ ( คือไม่มีเจตนา สำคัญว่ามิใช่น้ำเมาดื่มเข้าไป ก็คงเป็นอาบัติ ) เพราะไม่มีคำบ่งเจตนา ไม่เหมือนสิกขาบทของสามเณรและของคฤหัสถ์.
ข้อยกเว้น
๑. ของที่มิใช่เป็นน้ำเมา แต่มีสี กลิ่น รส ดุจน้ำเมา เช่นยาดอง บางอย่าง ไม่เป็นวัตถุแห่งอาบัติ
๒. น้ำเมาทีเจือในแกงในเนื้อหรือในของอืน เพื่อชูรสหรือกันเสีย ไม่ถึงกับเป็นเหตุเมา ชื่อว่าเป็นอัพโพหาริก ( ไม่ต้องพูดถึงคือ บอกไม่ได้ว่ามี, มีแต่ไม่ปรากก ) ฉันหรือดื่มของเช่นนั้นไม่เป็นอาบัติ.
ส่วนประกอบ เส้นใหญ่ / ผักบุ้งลวก / ลูกชิ้นปลา / ลูกชิ้นปลาทอด ( แฮ่กึ๊น ) / ปลาหมึกกรอบ / เต้าหู้ทอด / เลือดหมูต้ม / ดห็ดหูหนูขาว / ต้นหอม / ผักชีซอย / น้ำมันกระเทียมเจียว
ซอสเย็นตาโฟปลอดสารพิษ
ส่วนประกอบ เต้าหู้ยี้แดงพร้อมน้ำประมาณ 5-7 ก้อน
ซอสมะเขือเทศ 1/4ถ้วย เนื้อและน้ำกระเทียมดอง 1/2 พริกชี้ฟ้าแดงเอาเมล็ดออก 5 เม็ด น้ำส้มสายชู 1/4 ถ้วย น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำซอสเย็นตาโฟ
1. นำเต้าหู้ยี้ ซอสมะเขือเทศ เนื้อกระเทียมดอง พริกชี้ฟ้าแกะเมล็ด น้ำส้มสายชู น้ำเปล่า และน้ำตาลทราย มาใส่ลงในเครื่องปั่นอาหาร ปั่นจนทุกอย่างละเอียดเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
2. นำส่วนผสมที่ปั่นละเอียดดีแล้วเทลงในหม้อ ตั้งไฟอ่อนเคี่ยวจนเดือด ชิมรสให้เค็มนำ เปรี้ยวตาม หวานนิดหน่อย หอมกระเทียม กลมกล่อม ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วตักใส่ขวดโหล สามารถเก็บไว้ใช่ได้นาน
วิธีทำ
1. ลวกลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นปลาทอด ( แฮกึ๊น ) ปลาหมึกกรอบ เลือดหมูต้ม เห็ดหูหนูขาว และเต้าหู้ทอดเตรียมเอาไว้
2. ลวกเส้นและผักบุงใส่ชาม จากนั้นจึงค่อยใส่เครื่องต่าง ๆ ที่ลวกแล้วลงไป
3. ใส่น้ำมันซอสกระเทียมเจียว โรยด้วยต้นหอม ผักชีซอย และใส่น้ำมันซอสเย็นตาโฟ
4. เติมน้ำซุปแค่พอท่วมเส้น พร้อมเสิร์ฟ
น้ำชาจีน น้ำชาจีน น้ำชาจีน น้ำชาจีน น้ำชาจีน
การเตรียม การเตรียม การเตรียม การเตรียม
1. ใบชาจีน 2 ช้อนโต๊ะ
2. น้ำสะอาด 1-1 1/2 ลิตร
วิธีทำ วิธีทำ วิธีทำ วิธีทำ วิธีทำ วิธีทำ วิธีทำ วิธีทำ
1. ต้มน้ำให้เดือดสักครู่ ยกลงจากเตา
2. ใส่ใบชาจีนลงไปแช่ทิ้งไว้สักครู่ ใบชาจะทำให้น้ำเป็นสีน้ำตาลออ่น ถ้าชอบแก่ ๆ รสเข้มข้นให้แช่ทิ้งไว้นานสักหน่อย
3. กรองใบชาทิ้ง ใส่ภาชนะไว้ดื่มนาน ๆ
4. ใช่ดื่มในขณะร้อนหรือเย็นก็ได้
5. ถ้าชอบดื่มร้อนและดื่มบ่อย ให้ห่อใบชาด้วยผ้าขาวบาง เย็บปิดด้วยด้าย หรือใส่กรวยกรองใบชา แช่ทิ้งไว้ในกาน้ำเลย รินดื่มครั้งต่อครั้ง ถ้าเย็นอุ่นไฟให้ร้อน หากสีของน้ำอ่อนลง ทิ้งใบชาและเปลี่ยนใบชาใหม่ได้
.--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ภิกษุดื่มน้ำเมา ต้องปาจิตตีย์
นิทานต้นบัญญัติ พระสาคตะ ปราบนาค ( งูใหญ่ ) ของพวกชฏิลได้ ชาวบ้านดีใจปรึกษากันว่าจะถวายอะไรดีที่หาได้ยาก ภิกษุฉัพพัคคีย์ แนะให้ถวายเหล้าใส สีแดงดั่งเท้านกพิราบ ชาวบ้านจึงเตรียมเหล้าแดงไว้และถวายให้พระสาคตะดื่ม พระสาคตะเมานอนอยู่ที่ประตูเมือง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้าภิกษุดื่มสุรา ( น้ำเมาที่กลั่น ) และเมรัย ( น้ำเมาที่หมักหรือดอง ) ทรงปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิด.
อธิบาย ลักษณะน้ำเมา
๑. เมรัย ได้แก่น้ำอันมีรสหวานทุกอย่างที่เป็นเอง เช่นน้ำตาลแดง แต่เมื่อล่วงเวลาแล้ว รสหวานนั้นกลายเป้นรสเมา
๒. สุรา ได้แก่เมรัยที่เขากลั่นสกัด เพื่อให้รสเมาแรงขึ้น
ลักษณะแห่งอาบัติ อาบัติในสิกขาบทนี้ เป็นอจิตตกะ ( คือไม่มีเจตนา สำคัญว่ามิใช่น้ำเมาดื่มเข้าไป ก็คงเป็นอาบัติ ) เพราะไม่มีคำบ่งเจตนา ไม่เหมือนสิกขาบทของสามเณรและของคฤหัสถ์.
ข้อยกเว้น
๑. ของที่มิใช่เป็นน้ำเมา แต่มีสี กลิ่น รส ดุจน้ำเมา เช่นยาดอง บางอย่าง ไม่เป็นวัตถุแห่งอาบัติ
๒. น้ำเมาทีเจือในแกงในเนื้อหรือในของอืน เพื่อชูรสหรือกันเสีย ไม่ถึงกับเป็นเหตุเมา ชื่อว่าเป็นอัพโพหาริก ( ไม่ต้องพูดถึงคือ บอกไม่ได้ว่ามี, มีแต่ไม่ปรากก ) ฉันหรือดื่มของเช่นนั้นไม่เป็นอาบัติ.
เส้นใหญ่ก๋วยเตี๋ยวเเย็นตาโฟ
ส่วนประกอบ เส้นใหญ่ ผักบุ้ง ลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นปลาทอด(แฮ่กึ๊น) ปลาหมึกกรอบ เต้าหู้ทอด เลือดหมูต้ม เห็ดหูหนูขาว ต้นหอม ผักชีซอย น้ำมันกระเทียมเจียว
ซอสเย็นตาโฟปลอดสารพิษ
ส่วนประกอบ เต้าหู้ยี้แดงพร้อมน้ำประมาณ ๕-๗ ก้อน ซอสมะเขือเทศ ๑/๔ ถ้วย เนื้อและน้ำกระเทียมดอง ๑/๒ ถ้วย พริกชี้ฟ้าแดงเอาเมล็ดออก ๕ เมล็ด น้ำส้มสายชู ๑/๔ ถ้วย น้ำเปล่า ๑/๔ ถ้วย น้ำตาล ๑ ช้อนโต๊ะ
วิธีทำซอสเย็นตาโฟ
๑. นำเต้าหู้ยี้ ซอสมะเขือเทศ เนื้อกระเทียมดอง พริกชี้ฟ้าแกะเมล็ด น้ำส้มสายชู น้ำเปล่า และน้ำตาลทราย มาใส่ลงในเครื่องปั่นอาหาร ปั่นจนทุกอย่างละเอียดเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
๒. นำส่วนผสมที่ปั่นละเอียดดีแล้วเทลงในหม้อ ตั้งไฟอ่อนเคี่ยวจนเดือด ชิมรสให้เค็มนำ เปรี้ยวตาม หวานนิดหน่อย หอมกระเทียมกลมกล่อม ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วตักใส่ขวดโหล สามารถเก็บไว้ใช้ได้นาน
วิธีทำ
๑. ลวกลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นปลาทอด (แฮ่กึ๊น ) ปลาหมึกกรอบ เลืดอหมูต้ม เห็ดหูหนูขาว และทอดเต้าหูทอดเตรียมไว้
๒. ลวกเส้นและผักบุ้งใส่ชาม จากนั้นจึงค่อยใส่เครื่องต่าง ๆ ที่ลวกลงไป
๓. ใส่น้ำมันกระเทียมเจียว โรยด้วยต้นหอม ผักชีซอย และใส่น้ำซอสเย็นตาโฟ
๔. เติมน้ำซุปแค่พอท่วมเส้น พร้อมเสิร์ฟ
น้ำชาจีน
การเตรียม
๑. ใบชาจีน ๒ ช้อนโต๊ะ
๒. น้ำสะอาด ๑- ๑ ๑/๒ ลิตร
วิธีทำ
๑. ต้มน้ำให้เดือดสักครู่ ยกลงจากเตา
๒. ใส่ใบชาจีนลงไปแช่ทิ้งไว้สักครู่ ใบชาจะทำให้น้ำเป็นสีน้ำตาลอ่อน ถ้าชอบแก่ ๆ รสเข้มข้นทิ้งไว้นานกว่าสักหน่อย
๓. กรองใบชาทิ้ง ใส่ภาชนะไว้ดื่มนาน ๆ
๔. ใช้ดื่มในขณะร้อนหรือเย็นก็ได้
ถ้าชอบดื่มร้อนและดื่มบ่อย ให้ห่อใบชาด้วยผ้าขาวบาง เย็บปิดด้าย หรือใส่กรวยกรองใบชา แช่ทิ้งไว้ในกาน้ำเลย รินดื่มครั้งต่อครั้ง ถ้าเย็นอุ่นไฟให้ร้อน หากสีของน้ำอ่อนลง ทิ้งใบชาและเปลี่ยนใบชาใหม่ได้
ภิกษุดื่มน้ำเมา ต้องปาจิตตีย์
นิทานต้นบัญญัติ พระสาคตะ ปราบนาค ( งูใหญ่ ) ของพวกชฏิลได้ ชาวบ้านดีใจปรึกษากันว่าจะถวายอะไรดีที่หาได้ยาก ฉัพพัคคีย์ แนะให้ถวายเหล้าใส สีแดงดั่งสีเท้านกพิราบ ชาวบ้านจึงเตรียมเหล้าแดงไว้และถวายให้พระสาคตะดื่ม พระสาคตะเมานอนอยู่ที่ประตูเมือง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุดื่มสุรา ( น้ำเมาที่กลั่น ) และเมรัย ( น้ำเมาที่หมักหรือดอง ) ทรงปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิด
อธิบาย ลักษณะน้ำเมา
๑. เมรัย ได้แก่น้ำอันมีรสหวานทุกอย่างที่เป็นเอง เช่น น้ำตาล แต่เมื่อล่วงเวลาแล้ว รสหวานนั้นกลายเป็นรสเมา
๒. สุรา ได้แก่เมรัยที่เขากลั่นสกัด เพื่อให้รสเมาแรงขึ้น
ลักษณะแห่งอาบัติ
อาบัติในสิกขาบทนี้ เป้นอจิตตกะ ( คือไม่มีเจตนา สำคัญว่ามิใช่น้ำเมาดื่มเข้าไป ก็คงเป็นอาบัติ) เพราะไม่มีคำบ่งเจตนา ไม่เหมือนสิกขาบทของสามเณรและของคฤหัสถ์.
ข้อยกเว้น
๑. ของที่มิใช่เป็นน้ำเมา แต่มีสี กลิ่น รส ดุจน้ำเมา เช่นยาดองของบางอย่าง ไม่เป็นวัตถุแห่งอาบัติ
๒. น้ำเมาที่เจือในแกงในเนื้อหรือในของอื่น เพื่อชูรสหรือกันเสีย ไม่ถึงกับเป็นเหตุเมา ชื่อว่าอัพโพหาริก (ไม่ต้องพูดถึงคือ บอกไม่ได้ว่ามี, มีแต่ไม่ปรากฏ ) ฉันหรือดื่มของเช่นนั้นไม่เป็นอาบัติ
ซอสเย็นตาโฟปลอดสารพิษ
ส่วนประกอบ เต้าหู้ยี้แดงพร้อมน้ำประมาณ ๕-๗ ก้อน ซอสมะเขือเทศ ๑/๔ ถ้วย เนื้อและน้ำกระเทียมดอง ๑/๒ ถ้วย พริกชี้ฟ้าแดงเอาเมล็ดออก ๕ เมล็ด น้ำส้มสายชู ๑/๔ ถ้วย น้ำเปล่า ๑/๔ ถ้วย น้ำตาล ๑ ช้อนโต๊ะ
วิธีทำซอสเย็นตาโฟ
๑. นำเต้าหู้ยี้ ซอสมะเขือเทศ เนื้อกระเทียมดอง พริกชี้ฟ้าแกะเมล็ด น้ำส้มสายชู น้ำเปล่า และน้ำตาลทราย มาใส่ลงในเครื่องปั่นอาหาร ปั่นจนทุกอย่างละเอียดเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
๒. นำส่วนผสมที่ปั่นละเอียดดีแล้วเทลงในหม้อ ตั้งไฟอ่อนเคี่ยวจนเดือด ชิมรสให้เค็มนำ เปรี้ยวตาม หวานนิดหน่อย หอมกระเทียมกลมกล่อม ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วตักใส่ขวดโหล สามารถเก็บไว้ใช้ได้นาน
วิธีทำ
๑. ลวกลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นปลาทอด (แฮ่กึ๊น ) ปลาหมึกกรอบ เลืดอหมูต้ม เห็ดหูหนูขาว และทอดเต้าหูทอดเตรียมไว้
๒. ลวกเส้นและผักบุ้งใส่ชาม จากนั้นจึงค่อยใส่เครื่องต่าง ๆ ที่ลวกลงไป
๓. ใส่น้ำมันกระเทียมเจียว โรยด้วยต้นหอม ผักชีซอย และใส่น้ำซอสเย็นตาโฟ
๔. เติมน้ำซุปแค่พอท่วมเส้น พร้อมเสิร์ฟ
น้ำชาจีน
การเตรียม
๑. ใบชาจีน ๒ ช้อนโต๊ะ
๒. น้ำสะอาด ๑- ๑ ๑/๒ ลิตร
วิธีทำ
๑. ต้มน้ำให้เดือดสักครู่ ยกลงจากเตา
๒. ใส่ใบชาจีนลงไปแช่ทิ้งไว้สักครู่ ใบชาจะทำให้น้ำเป็นสีน้ำตาลอ่อน ถ้าชอบแก่ ๆ รสเข้มข้นทิ้งไว้นานกว่าสักหน่อย
๓. กรองใบชาทิ้ง ใส่ภาชนะไว้ดื่มนาน ๆ
๔. ใช้ดื่มในขณะร้อนหรือเย็นก็ได้
ถ้าชอบดื่มร้อนและดื่มบ่อย ให้ห่อใบชาด้วยผ้าขาวบาง เย็บปิดด้าย หรือใส่กรวยกรองใบชา แช่ทิ้งไว้ในกาน้ำเลย รินดื่มครั้งต่อครั้ง ถ้าเย็นอุ่นไฟให้ร้อน หากสีของน้ำอ่อนลง ทิ้งใบชาและเปลี่ยนใบชาใหม่ได้
ภิกษุดื่มน้ำเมา ต้องปาจิตตีย์
นิทานต้นบัญญัติ พระสาคตะ ปราบนาค ( งูใหญ่ ) ของพวกชฏิลได้ ชาวบ้านดีใจปรึกษากันว่าจะถวายอะไรดีที่หาได้ยาก ฉัพพัคคีย์ แนะให้ถวายเหล้าใส สีแดงดั่งสีเท้านกพิราบ ชาวบ้านจึงเตรียมเหล้าแดงไว้และถวายให้พระสาคตะดื่ม พระสาคตะเมานอนอยู่ที่ประตูเมือง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุดื่มสุรา ( น้ำเมาที่กลั่น ) และเมรัย ( น้ำเมาที่หมักหรือดอง ) ทรงปรับอาบัติปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิด
อธิบาย ลักษณะน้ำเมา
๑. เมรัย ได้แก่น้ำอันมีรสหวานทุกอย่างที่เป็นเอง เช่น น้ำตาล แต่เมื่อล่วงเวลาแล้ว รสหวานนั้นกลายเป็นรสเมา
๒. สุรา ได้แก่เมรัยที่เขากลั่นสกัด เพื่อให้รสเมาแรงขึ้น
ลักษณะแห่งอาบัติ
อาบัติในสิกขาบทนี้ เป้นอจิตตกะ ( คือไม่มีเจตนา สำคัญว่ามิใช่น้ำเมาดื่มเข้าไป ก็คงเป็นอาบัติ) เพราะไม่มีคำบ่งเจตนา ไม่เหมือนสิกขาบทของสามเณรและของคฤหัสถ์.
ข้อยกเว้น
๑. ของที่มิใช่เป็นน้ำเมา แต่มีสี กลิ่น รส ดุจน้ำเมา เช่นยาดองของบางอย่าง ไม่เป็นวัตถุแห่งอาบัติ
๒. น้ำเมาที่เจือในแกงในเนื้อหรือในของอื่น เพื่อชูรสหรือกันเสีย ไม่ถึงกับเป็นเหตุเมา ชื่อว่าอัพโพหาริก (ไม่ต้องพูดถึงคือ บอกไม่ได้ว่ามี, มีแต่ไม่ปรากฏ ) ฉันหรือดื่มของเช่นนั้นไม่เป็นอาบัติ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)