ส่วนประกอบ
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำ 1 ห่อ
ปลากระป๋อง 1 กระป๋อง
ผักต่างๆ ตามชอบ( ถ้ามี )
วิธีทำ
1. ต้มน้ำให้เดือด ระหว่างรอน้ำเดือดให้แกะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปใส่ชาม พร้อมทั้งใส่เครื่องปรุงลงไปให้หมด
2. เปิดปลากระป๋องแล้วใส่ปลากระป๋องลงไปปริมาณตามชอบ
3. เติมผักต่างๆ ที่พอหาได้ เพื่อเพิ่มกากใยให้อาหาร แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องก้ได้ แต่ถ้าเป็นใบกระเพราจะอร่อยมาก
4. เมื่อน้ำเดือดจึงค่อยเทน้ำลงไปในชามบะหมี่กึ่ง นำฝาปิดชามทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที พร้อมรับประทาน
ส่วนประกอบ
เส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ลวกแล้ว 1 ห่อ
เครื่องปรุงบะหมี่สำเร็จรูป 1 ชุด
ไข่ไก่ 2 ฟอง
เนื้อสัตว์ เช่น หมูสับ ไส้กรอก (ถ้ามี)
วิธีทำ
1. นำเส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ลวกแล้วมาคลุกกับเครื่องปรุงให้เขากัน
2. ตอกไข่ใส่ลงไป ถ้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ห่อ ใช้ไข่ 2 ฟอง
3. เติมเนื้อสัตว์ลงไป เช่น ไส้กรอก หมูสับ ลูกชิ้น หมูย่าง แต่ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องใส่ แล้วคนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน
4. นำน้ำมันใส่ลงไปในกระทะให้พอสำหรับทอด ตั้งไฟกลาง รอจนน้ำมันร้อนจัดแล้วเทไข่ลงไปทอด ทอดจนไข่สุกเหลืองทั้งสองข้างตักใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ
คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด
ยาคู แปลกันมาว่า ข้าวต้ม เป็นอาหารเหลวอย่างหนึ่งที่ภิกษุดื่มก่อนไปบิณฑบาต คล้ายเป็นอาหารสำหรับรองท้อง และท่านใช้กิริยาว่า " ดื่ม " มิใช่ " ฉัน " เหมือนอาหารทั่วไป แสดงว่ายาคูเป็นอาหารเหลวมาก ใช้ดื่มได้เหมือนน้ำ
ยาตู ท่านว่าเมื่อดื่มแล้วจะได้ประโยชน์หรืออานิสงส์ ๕ อย่าง คือ
๑. บรรเทาความหิว
๒. บรรเทาความกระหาย
๓. ทำให้ลมเดินคล่อง
๔. ชำระล้างลำไส้
๕. ช่วยย่อยอาหารทียังไม่ย่อย
ปานะ แปลว่า น้ำดื่ม, เครื่องดื่ม ในคำวัดหมายถึงน้ำที่ควรดื่ม ได้แก่น้ำที่คั้นจากผลไม้สำหรับถวายพระ พระดื่มได้แม้ในเวลาวิกาล เรียกน้ำเช่นนั้นว่า น้ำปานะ
น้ำปานะที่ท่านกำหนดไว้มี ๘ ชนิด เรียกว่า อัฐบาน หรือ น้ำอัฐบาน ( น้ำปานะ ๘ ) คือ น้ำมะม่วง น้ำชมพู่หรือน้ำหว้า น้ำกล้วยมีเมล็ด น้ำกล้วยไม่มีเมล็ด น้ำมะซาง น้ำลูกจันทน์ หรือน้ำองุ่น น้ำเหง้าบัว น้ำมะปรางหรือลิ้นจี่
น้ำปานะและเครื่องดื่มต่างๆ ที่มิใช่ของมึนเมาและไม่มีธัญชาติผสมอยู่ด้วย เช่นน้ำพุทรา น้ำแห้ว น้ำอ้อย น้ำตาล น้ำอัดลมต่างชนิด อนุโลมเข้าในน้ำปานะนี้ด้วย
วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
ผัดเผ็ดปลาดุก, น้ำผึ้งผสมมะนาว
ส่วนประกอบ
ปลาดุกสับชิ้นทอด 2 ตัว พริกแกง 1 ช้อนโต๊ะ
พริกไทยอ่อน 3 ช่อ กระชายเส้น 1/2 ถ้วย
ใบมะกรูดฉีก 3 ใบ ใบกะเพราทอดกรอบ 1 ถ้วย
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
วิธีทำ
1. นำกระทะตั้งไฟ ใส่น้ำมันพืชลงไปนิดหน่อย ใส่พริกแกงลงไปผัดให้หอม เติมน้ำเปล่าลงไปนิดหน่อย จากนั้นจึงใส่ปลาดุกทอดลงไปผัดให้เข้ากับพริกแกง
2. จากนั้นจึงปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำตาลทราย ชิมรสให้เค็มนำหวานนิดๆ แล้วจึงค่อยใส่กระชาย พริกไทยอ่อน ใบมะกรูด ลงไปผัด
3. เมื่อผัดจนทุกอย่างเข้ากันดีแล้ว จึงค่อยโรยด้วยใบกระเพราทอดกรอบแล้วคลุกอีกหนึ่งรอบ จากนั้นค่อยดับไฟ ตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟ
น้ำผึ้งผสมมะนาว
การเตรียม
1. น้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ
2. มะนาว 1 ซีก
3. เกลือป่น เล็กน้อย
4. น้ำสะอาด 1 แก้ว
วิธีทำ
1. ต้มน้ำให้เดือด ทิ้งไว้ให้อุ่นใส่แก้ว
2. ตักน้ำผึ้งแท้ใส่แก้วน้ำอุ่น คนให้ละลาย
3. บีบมะนาวครั้งละนืด ชิมไม่ให้รสออกเปรี้ยวเกินไป
4. เติมเกลือป่นเล็กน้อย
5. ดื่มขณะอุ่นๆ และชงดื่มครั้งต่อตรั้ง ไม่ควรชงเก็บไว้มากๆ เพราะจะทำให้ไม่ได้วิตามินเต็มที่
การบวชสมบูรณ์แบบ
คือในความหมายหรือหลักทั่วไปที่จะกล่าวต่อไปนี้
๑. การบวชคือ การออกไปค้น ออกไปแสวงหาว่าอะไรเป็นกุศล นี่ยืมพระดำรัสของพระพุทธเจ้ามากล่าว เมื่อพระพุทธเจ้า จะออกบวชท่านได้เล่าเรื่องไว้ว่า ท่านรู้สึกว่าอยู่กันในโลกนี้ อยู่อย่างไม่รู้จักสิ่งที่มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย แล้วก็หลงอยู่ในสิ่งที่มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ทำให้มีชีวิตฆราวาสนี้มันคับแคบ เต็มไปด้วยธุลี คือสิ่งสกปรก ถ้าอย่างไรก็ออกจากเรือนนี้ ออกไปบวชเพื่อแสวงหาอะไรเป็นกุศล
ฉะนั้น การบวชก็คือการออกไปค้น ไปแสวงหาว่าอะไรเป็นกุศล นี่มันเป็นความรู้สึกของคนที่รู้สึกว่า อยู่ในบ้านเรือนนี้มันอยู่ในท่ามกลางแห่งความโง่ แห่งความหลง
ทุกๆ อย่างที่มีอยู่ในบ้านเรือนนี้มันเป็นอกุศล เพราะว่ามันอยู่ด้วยความโง่ อยู่ด้วยความหลง จึงออกไปบวชเพื่อจะแสวงหาอะไรเป็นกุศล นี้เป็นพระดำรัสของพระพุทธเจ้า
๒. การบวชคือ การออกไปอยู่อย่างต่ำต้อยอย่างไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร การบวชทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นในพระพุทธศาสนาหรือนอกพุทธศาสนาก็ตามล้วนแต่มีความเป็นอยู่ที่ต่ำต้อยคือระดับขอทาน
การอยู่อย่างนั้นมีความจำเป็นมาก สำหรับการประพฤติพรหมจรรย์จะบรรลุนิพพาน คืออยู่อย่างต่ำต้อย ไม่ยกหูชูหาง นี่มันก็ดีมากอยู่แล้ว ถ้าไม่คิดจะอยู่อย่างต่ำต้อย มันก็คิดจะยกหูชูหาง จะต้องอยูอย่างไม่มีทรัพย์สมบัติ มันจึงไม่มีการสะสม ถ้าอยู่อย่างยกหูชูหางและสะสมทรัพย์สมบัติ มันก็ไม่เป็นการบวชเลย ไม่ต้องมีใครมาบอก มาด่า มาว่า มันไม่เป็นของมันเอง เพราะว่าการบวชนั้นมีหลักเกณฑ์อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นนั้น
๓. การบวชคือการฝึกฝนการบังคับตน บังคับอินทรีย์ บังคับจิต บังคับความรู้สึก ต้องมีการเสียสละของรัก ของชอบใจ ขั้นสุดยอดในโลกนี้
๔. การบวชคือความสะดวกในการที่จะเดินทางออกไปนอกโลก เดินทางออกไปนอกโลกนี้ หมายถึงเดินด้วยจิตใจ ให้จิตใจวิวัฒนาการขึ้นไปในการที่จะอยู่เหนือการครอบงำของโลก ออกไปนอกโลกก็หมายความว่า มันมีจิตใจชนิดที่โลกนี้ทำอะไรไม่ได้ นี่คือการบรรลุคุณธรรมที่สูงขึ้นไปในทางจิตใจ ตัวอยู่ในโลกแต่ใจอยู่นอกโลก ปัญหาใดๆ ในโลกนี้ไม่ครอบงำบุคคลนั้นไม่ทำบุคคลนั้นให้ลำบาก
๕. การบวชคือโอกาสแห่งการได้สิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ คือได้รับความรอดแห่งจิตใจ ได้รับอมตธรรมคือความไม่ตายแห่งจิตใจ
๖. การบวชคือ " การอยู่บนหัวคนทุกคน " บวชแล้วก็ถูกสมทบเข้าไปในหมู่พระอริยเจ้า หมู่พระอริยสงฆ์ เป็นที่เคารพบูชาของสัตว์โลก ฉะนั้น การบวชคือการอยู่บนหัวคนทุกคนมันจะยากจนเข็ญใจอะไรมา พอบวชแล้วทุกคนเขาก็ไหว้ เมื่อยังไม่บวช ไม่มีใครไหว้เลย พอบวชแล้วทุกคนเขาไหว้ เจ้าใหญ่นายโต พระราชามหากษัตริย์ ก็ยอมไหว้ นี่ดูทีว่า การบวชนี้มันทำให้ไปอยู่บนหัวคนทุกคน เพราะว่าไปสมทบเข้ากับหมู่สงฆ์หมู่พระอริยเจ้า
มีอะไรดีสำหรับจะอยู่บนหัวคนทุกคน? มันก็มีการบวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง คือเป็นนักบวชจริงแล้วสั่งสอนคนอื่นต่อไปจริง เท่านั้นแหละ มันจึงจะมีอะไรดี ชนิดที่ว่าอยู่บนหัวคนทุกคน, ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็เป็นคนหลอกลวง เป็นคนปล้น เป้นคนขโมย อยู่ด้วยความขโมยอย่างยิ่งก็คืออย่างนี้
๗. การบวชคือการทำประโยชน์ผู้อื่นอย่างมหาศาลหรือสูงสุด
ในพระพุทธศาสนาต้องการให้บำเพ็ญทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น ผู้บวชเมื่อทำประโยชน์ของตนเสร็จแล้ว ก็มุ่งหวังที่จะทำประโยชน์ผู้อื่น จนให้หมดเวลา หมดเรี่ยว หมดแรง หมดความสามารถ ประโยชน์มหาศาลสูงสุด คือ
(ก) การเป็นผู้นำในทางวิญญาณให้แก่สัตว์โลก
(ข) ผู้บวชสามารถสืบอายุพระศาสนาไว้ให้คงมีอยู่ในโลก
(ค) การบวชมีโอกาสที่จะทำประโยชน์ผู้อื่นอย่างกุศลสาธารณะ
(ง) การบวชเป็นการดึงบุพพการี ญาติวงศ์พงศาให้เข้ามาผูกพันอยู่กับศาสนา
๘. การบวชเป็นการอยู่ในเพศสูงสุด ทำไมไม่มองให้เป็นของดี ของวิเศษกันบ้าง แล้วยินดีที่จะอยู่ในสมณเพสตลอดไป หรือให้มันนานสักหน่อย เดี๋ยวนี้บวชกันเพียงเดือนเดียว มันก็ร้อนเป็นไฟ มันจะสึก บางที ๗ วันก็สึก หรือที่ยังทนอยู่ได้นี่ก็เร่าร้อนเหมือนกับจีวรนั้นมันทำด้วยไฟ นี่ก็เพราะมองไม่เห็นว่า การบวชนั้นเป็นเพศอันสูงสุด คือเพศสำหรับไว้ซึ่งพระอรหันต์ สำหรับทรงไว้ซึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้า และสำหรับทรงไว้ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเรามองเห็นว่า การบวชเป็นการอยู่ในเพศอันสูงสุด ก็คงจะพอใจ
( หนังสือ ข้อแนะนำสำหรับพระบวชใหม่ คณาจารย์แห่งโรงพิมพ์เลี่ยงเชียง )
ปลาดุกสับชิ้นทอด 2 ตัว พริกแกง 1 ช้อนโต๊ะ
พริกไทยอ่อน 3 ช่อ กระชายเส้น 1/2 ถ้วย
ใบมะกรูดฉีก 3 ใบ ใบกะเพราทอดกรอบ 1 ถ้วย
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
วิธีทำ
1. นำกระทะตั้งไฟ ใส่น้ำมันพืชลงไปนิดหน่อย ใส่พริกแกงลงไปผัดให้หอม เติมน้ำเปล่าลงไปนิดหน่อย จากนั้นจึงใส่ปลาดุกทอดลงไปผัดให้เข้ากับพริกแกง
2. จากนั้นจึงปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำตาลทราย ชิมรสให้เค็มนำหวานนิดๆ แล้วจึงค่อยใส่กระชาย พริกไทยอ่อน ใบมะกรูด ลงไปผัด
3. เมื่อผัดจนทุกอย่างเข้ากันดีแล้ว จึงค่อยโรยด้วยใบกระเพราทอดกรอบแล้วคลุกอีกหนึ่งรอบ จากนั้นค่อยดับไฟ ตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟ
น้ำผึ้งผสมมะนาว
การเตรียม
1. น้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ
2. มะนาว 1 ซีก
3. เกลือป่น เล็กน้อย
4. น้ำสะอาด 1 แก้ว
วิธีทำ
1. ต้มน้ำให้เดือด ทิ้งไว้ให้อุ่นใส่แก้ว
2. ตักน้ำผึ้งแท้ใส่แก้วน้ำอุ่น คนให้ละลาย
3. บีบมะนาวครั้งละนืด ชิมไม่ให้รสออกเปรี้ยวเกินไป
4. เติมเกลือป่นเล็กน้อย
5. ดื่มขณะอุ่นๆ และชงดื่มครั้งต่อตรั้ง ไม่ควรชงเก็บไว้มากๆ เพราะจะทำให้ไม่ได้วิตามินเต็มที่
การบวชสมบูรณ์แบบ
คือในความหมายหรือหลักทั่วไปที่จะกล่าวต่อไปนี้
๑. การบวชคือ การออกไปค้น ออกไปแสวงหาว่าอะไรเป็นกุศล นี่ยืมพระดำรัสของพระพุทธเจ้ามากล่าว เมื่อพระพุทธเจ้า จะออกบวชท่านได้เล่าเรื่องไว้ว่า ท่านรู้สึกว่าอยู่กันในโลกนี้ อยู่อย่างไม่รู้จักสิ่งที่มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย แล้วก็หลงอยู่ในสิ่งที่มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ทำให้มีชีวิตฆราวาสนี้มันคับแคบ เต็มไปด้วยธุลี คือสิ่งสกปรก ถ้าอย่างไรก็ออกจากเรือนนี้ ออกไปบวชเพื่อแสวงหาอะไรเป็นกุศล
ฉะนั้น การบวชก็คือการออกไปค้น ไปแสวงหาว่าอะไรเป็นกุศล นี่มันเป็นความรู้สึกของคนที่รู้สึกว่า อยู่ในบ้านเรือนนี้มันอยู่ในท่ามกลางแห่งความโง่ แห่งความหลง
ทุกๆ อย่างที่มีอยู่ในบ้านเรือนนี้มันเป็นอกุศล เพราะว่ามันอยู่ด้วยความโง่ อยู่ด้วยความหลง จึงออกไปบวชเพื่อจะแสวงหาอะไรเป็นกุศล นี้เป็นพระดำรัสของพระพุทธเจ้า
๒. การบวชคือ การออกไปอยู่อย่างต่ำต้อยอย่างไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร การบวชทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นในพระพุทธศาสนาหรือนอกพุทธศาสนาก็ตามล้วนแต่มีความเป็นอยู่ที่ต่ำต้อยคือระดับขอทาน
การอยู่อย่างนั้นมีความจำเป็นมาก สำหรับการประพฤติพรหมจรรย์จะบรรลุนิพพาน คืออยู่อย่างต่ำต้อย ไม่ยกหูชูหาง นี่มันก็ดีมากอยู่แล้ว ถ้าไม่คิดจะอยู่อย่างต่ำต้อย มันก็คิดจะยกหูชูหาง จะต้องอยูอย่างไม่มีทรัพย์สมบัติ มันจึงไม่มีการสะสม ถ้าอยู่อย่างยกหูชูหางและสะสมทรัพย์สมบัติ มันก็ไม่เป็นการบวชเลย ไม่ต้องมีใครมาบอก มาด่า มาว่า มันไม่เป็นของมันเอง เพราะว่าการบวชนั้นมีหลักเกณฑ์อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นนั้น
๓. การบวชคือการฝึกฝนการบังคับตน บังคับอินทรีย์ บังคับจิต บังคับความรู้สึก ต้องมีการเสียสละของรัก ของชอบใจ ขั้นสุดยอดในโลกนี้
๔. การบวชคือความสะดวกในการที่จะเดินทางออกไปนอกโลก เดินทางออกไปนอกโลกนี้ หมายถึงเดินด้วยจิตใจ ให้จิตใจวิวัฒนาการขึ้นไปในการที่จะอยู่เหนือการครอบงำของโลก ออกไปนอกโลกก็หมายความว่า มันมีจิตใจชนิดที่โลกนี้ทำอะไรไม่ได้ นี่คือการบรรลุคุณธรรมที่สูงขึ้นไปในทางจิตใจ ตัวอยู่ในโลกแต่ใจอยู่นอกโลก ปัญหาใดๆ ในโลกนี้ไม่ครอบงำบุคคลนั้นไม่ทำบุคคลนั้นให้ลำบาก
๕. การบวชคือโอกาสแห่งการได้สิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ คือได้รับความรอดแห่งจิตใจ ได้รับอมตธรรมคือความไม่ตายแห่งจิตใจ
๖. การบวชคือ " การอยู่บนหัวคนทุกคน " บวชแล้วก็ถูกสมทบเข้าไปในหมู่พระอริยเจ้า หมู่พระอริยสงฆ์ เป็นที่เคารพบูชาของสัตว์โลก ฉะนั้น การบวชคือการอยู่บนหัวคนทุกคนมันจะยากจนเข็ญใจอะไรมา พอบวชแล้วทุกคนเขาก็ไหว้ เมื่อยังไม่บวช ไม่มีใครไหว้เลย พอบวชแล้วทุกคนเขาไหว้ เจ้าใหญ่นายโต พระราชามหากษัตริย์ ก็ยอมไหว้ นี่ดูทีว่า การบวชนี้มันทำให้ไปอยู่บนหัวคนทุกคน เพราะว่าไปสมทบเข้ากับหมู่สงฆ์หมู่พระอริยเจ้า
มีอะไรดีสำหรับจะอยู่บนหัวคนทุกคน? มันก็มีการบวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง คือเป็นนักบวชจริงแล้วสั่งสอนคนอื่นต่อไปจริง เท่านั้นแหละ มันจึงจะมีอะไรดี ชนิดที่ว่าอยู่บนหัวคนทุกคน, ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็เป็นคนหลอกลวง เป็นคนปล้น เป้นคนขโมย อยู่ด้วยความขโมยอย่างยิ่งก็คืออย่างนี้
๗. การบวชคือการทำประโยชน์ผู้อื่นอย่างมหาศาลหรือสูงสุด
ในพระพุทธศาสนาต้องการให้บำเพ็ญทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น ผู้บวชเมื่อทำประโยชน์ของตนเสร็จแล้ว ก็มุ่งหวังที่จะทำประโยชน์ผู้อื่น จนให้หมดเวลา หมดเรี่ยว หมดแรง หมดความสามารถ ประโยชน์มหาศาลสูงสุด คือ
(ก) การเป็นผู้นำในทางวิญญาณให้แก่สัตว์โลก
(ข) ผู้บวชสามารถสืบอายุพระศาสนาไว้ให้คงมีอยู่ในโลก
(ค) การบวชมีโอกาสที่จะทำประโยชน์ผู้อื่นอย่างกุศลสาธารณะ
(ง) การบวชเป็นการดึงบุพพการี ญาติวงศ์พงศาให้เข้ามาผูกพันอยู่กับศาสนา
๘. การบวชเป็นการอยู่ในเพศสูงสุด ทำไมไม่มองให้เป็นของดี ของวิเศษกันบ้าง แล้วยินดีที่จะอยู่ในสมณเพสตลอดไป หรือให้มันนานสักหน่อย เดี๋ยวนี้บวชกันเพียงเดือนเดียว มันก็ร้อนเป็นไฟ มันจะสึก บางที ๗ วันก็สึก หรือที่ยังทนอยู่ได้นี่ก็เร่าร้อนเหมือนกับจีวรนั้นมันทำด้วยไฟ นี่ก็เพราะมองไม่เห็นว่า การบวชนั้นเป็นเพศอันสูงสุด คือเพศสำหรับไว้ซึ่งพระอรหันต์ สำหรับทรงไว้ซึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้า และสำหรับทรงไว้ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเรามองเห็นว่า การบวชเป็นการอยู่ในเพศอันสูงสุด ก็คงจะพอใจ
( หนังสือ ข้อแนะนำสำหรับพระบวชใหม่ คณาจารย์แห่งโรงพิมพ์เลี่ยงเชียง )
วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
สูตรส้มตำไทย,ใส่ปู, ปลาร้า
สูตรส้มตำไทย
- โขลกพริกขี้หนู และกระเทียมให้แหลก
- เด็ดถั่วฝักยาวสั้น ๆ ใส่ครก โขลกเบา ๆ พอให้บุบ
- ใส่กุ้งแห้ง และถั่วลิสง โขลก ๆ ตำ ๆ ให้แหลกมากสักหน่อย
- ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำปลาดี มะนาว
- เคล้า ๆ ให้เข้ากัน หั่นมะเขือเทศใส่ โขลกเบา ๆ
- เติมมะละกอ โขลก ๆ เคล้า ๆ อีกนิดเดียวจึงชิมรสดูให้ออกหวานเปรี้ยวเด่น จึงจะอร่อยสมกับรสชาติของตำไทย
สูตรส้มตำไทยใส่ปู
- ให้เด็ดปูเค็มใส่ครกโขลกเบา ๆ ในขั้นตอนที่ใส่กุ้งแห้งกับถั่วลิสง
- ถ้าจะใส่ผงชูรสให้ใส่เล็กน้อยในขั้นตอนปรุงรสน้ำปลาน้ำตาล
สูตรส้มตำปลาร้า
- พริกขี้หนู 8-10 เม็ด กระเทียม 6-7 กลีบโขลกให้แหลก
- หั่นมะเขือเทศใส่ 2-3 ลูก ฝานมะกอกใส่ 3-4 แว่นบาง ๆ โขลกให้ทั่ว ๆ
- ใส่มะละกอสับ เติมน้ำปลาดี น้ำปลาร้าต้มสุก และตัวปลาร้า บีบมะนาว ใส่เปลือกมะนาวลงครกด้วยสัก 2-3 ซีก โขลกให้ทั่ว ๆ ชิมรสดูให้ออกเผ็ด ๆ เค็ม ๆ
- ส้มตำไม่ว่าตำไทยหรือตำปุ อาจใส่แครอตสับผสมลงไปด้วยก็ได้
- เส้นมะละกอต้องสดและกรอบ
- ไม่ควรสับมะละกอเป็นเส้นเล็กมากจนเป็นฝอย
- ใช้น้ำมะนาวแท้ จะได้รสอร่อยกว่าน้ำมะนาวเทียมที่ผสมขายเป็นขวด ๆ
น้ำรากบัวสด
การเตรียม
1. รากบัวสด 1 ราก นำมาล้างให้สะอาดและฝานเฉียง ๆ เป็นชิ้นใหญ่พอสมควรประมาณ 7-20 ชิ้น
2 . น้ำตาลทรายแดง พอสมควร
3. เกลือป่น เล็กน้อย หรือ 1 หยิบมือ
4. น้ำสะอาด 1 ลิตร
วิธีทำ
1. นำรากบัวสดและน้ำสะอาดที่เตรียมไว้ใส่หม้อตั้งไฟ ตั้งไฟปานกลาง เคี่ยวไปเรื่อย ๆ ประมาณครึ่งถึง 1 ชั่วโมง
2. เมื่อตั้งไฟได้เวลาตามต้องการแล้ว น้ำต้มรากบัวสดจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ ให้เติมน้ำตาลทรายแดง แล้วตั้งไฟต่อไปสักครู่ เติมเกลือ แล้วชิมรสหวานตามชอบ โดยมีรสเค็มแซมนิดหน่อย
3. ปิดไฟ รับประทานตอนอุ่น ๆ หรือใส่ตู้เย็นรับประทานเย็น ๆ ก็ได้
ส่วนรากบัวที่ต้มนั้นสามารถรับประทานได้ด้วย
วิธีรักษาบาตร
บาตรเมื่อฉันแล้วต้องรักษาให้สะอาด เช็ดให้แห้งห้ามไม่ให้เอาบาตรไปผึ่งแดดทั้ง ๆที่ยังมีน้ำชุ่มอยู่ เช็ดให้หมาดแล้วเอาไปผึ่งแดดได้ แต่ห้ามไม่ให้ผึ่งแดดจนร้อน ไม่ให้วางบาตรไว้บนที่สูงหมิ่นเหม่ต่อการตกได้ง่าย ไม่ให้อ้มบาตร เปิดประตู ปิดประตู และวางบาตรไว้บนของแข็งที่จะประทุษร้ายบาตรบุบสลาย นี้เป็นวิธีรักษาบาตร
บาตรที่เป็นบริขาร เวลาที่เรากลับมาจากพระอุโบสถแล้ว พระอาจารย์ท่านจะสอนให้เอามือลูบ แล้วเปล่งคำอธิษฐานว่า " อิมํ ปตฺตํ อธิฏฺฐามิ " ๓ ครั้ง แปลว่า " ข้าพเจ้าอธิษฐานบาตรนี้ " เมื่ออธิษฐานแล้ว ก็จัดเป็นบาตรครอง บาตรคลองนี้ ถ้าใช้บาตรอยู่ในมือ ห้ามไม่ให้เปิดปิดหน้าต่างประตู เช่นอุ้มบาตรในมือหนึ่งอีกมือหนึ่งไปทำกิจอย่างอื่น เช่นนี้ก็ห้ามเหมือนกัน ห้ามไม่ให้เอาบาตรวางบนกระดานไม้เรียบ คือกระดานที่เขาวางหัวยื่นรอดออกไป หรือแม้ว่าบนม้าเล็ก ๆ ที่บาตรอาจจะกลิ้งตกลงไปได้ง่าย ดังที่กล่าวมานี้เป็นวิธีรักษาบาตร ฯ
- โขลกพริกขี้หนู และกระเทียมให้แหลก
- เด็ดถั่วฝักยาวสั้น ๆ ใส่ครก โขลกเบา ๆ พอให้บุบ
- ใส่กุ้งแห้ง และถั่วลิสง โขลก ๆ ตำ ๆ ให้แหลกมากสักหน่อย
- ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำปลาดี มะนาว
- เคล้า ๆ ให้เข้ากัน หั่นมะเขือเทศใส่ โขลกเบา ๆ
- เติมมะละกอ โขลก ๆ เคล้า ๆ อีกนิดเดียวจึงชิมรสดูให้ออกหวานเปรี้ยวเด่น จึงจะอร่อยสมกับรสชาติของตำไทย
สูตรส้มตำไทยใส่ปู
- ให้เด็ดปูเค็มใส่ครกโขลกเบา ๆ ในขั้นตอนที่ใส่กุ้งแห้งกับถั่วลิสง
- ถ้าจะใส่ผงชูรสให้ใส่เล็กน้อยในขั้นตอนปรุงรสน้ำปลาน้ำตาล
สูตรส้มตำปลาร้า
- พริกขี้หนู 8-10 เม็ด กระเทียม 6-7 กลีบโขลกให้แหลก
- หั่นมะเขือเทศใส่ 2-3 ลูก ฝานมะกอกใส่ 3-4 แว่นบาง ๆ โขลกให้ทั่ว ๆ
- ใส่มะละกอสับ เติมน้ำปลาดี น้ำปลาร้าต้มสุก และตัวปลาร้า บีบมะนาว ใส่เปลือกมะนาวลงครกด้วยสัก 2-3 ซีก โขลกให้ทั่ว ๆ ชิมรสดูให้ออกเผ็ด ๆ เค็ม ๆ
- ส้มตำไม่ว่าตำไทยหรือตำปุ อาจใส่แครอตสับผสมลงไปด้วยก็ได้
- เส้นมะละกอต้องสดและกรอบ
- ไม่ควรสับมะละกอเป็นเส้นเล็กมากจนเป็นฝอย
- ใช้น้ำมะนาวแท้ จะได้รสอร่อยกว่าน้ำมะนาวเทียมที่ผสมขายเป็นขวด ๆ
น้ำรากบัวสด
การเตรียม
1. รากบัวสด 1 ราก นำมาล้างให้สะอาดและฝานเฉียง ๆ เป็นชิ้นใหญ่พอสมควรประมาณ 7-20 ชิ้น
2 . น้ำตาลทรายแดง พอสมควร
3. เกลือป่น เล็กน้อย หรือ 1 หยิบมือ
4. น้ำสะอาด 1 ลิตร
วิธีทำ
1. นำรากบัวสดและน้ำสะอาดที่เตรียมไว้ใส่หม้อตั้งไฟ ตั้งไฟปานกลาง เคี่ยวไปเรื่อย ๆ ประมาณครึ่งถึง 1 ชั่วโมง
2. เมื่อตั้งไฟได้เวลาตามต้องการแล้ว น้ำต้มรากบัวสดจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ ให้เติมน้ำตาลทรายแดง แล้วตั้งไฟต่อไปสักครู่ เติมเกลือ แล้วชิมรสหวานตามชอบ โดยมีรสเค็มแซมนิดหน่อย
3. ปิดไฟ รับประทานตอนอุ่น ๆ หรือใส่ตู้เย็นรับประทานเย็น ๆ ก็ได้
ส่วนรากบัวที่ต้มนั้นสามารถรับประทานได้ด้วย
วิธีรักษาบาตร
บาตรเมื่อฉันแล้วต้องรักษาให้สะอาด เช็ดให้แห้งห้ามไม่ให้เอาบาตรไปผึ่งแดดทั้ง ๆที่ยังมีน้ำชุ่มอยู่ เช็ดให้หมาดแล้วเอาไปผึ่งแดดได้ แต่ห้ามไม่ให้ผึ่งแดดจนร้อน ไม่ให้วางบาตรไว้บนที่สูงหมิ่นเหม่ต่อการตกได้ง่าย ไม่ให้อ้มบาตร เปิดประตู ปิดประตู และวางบาตรไว้บนของแข็งที่จะประทุษร้ายบาตรบุบสลาย นี้เป็นวิธีรักษาบาตร
บาตรที่เป็นบริขาร เวลาที่เรากลับมาจากพระอุโบสถแล้ว พระอาจารย์ท่านจะสอนให้เอามือลูบ แล้วเปล่งคำอธิษฐานว่า " อิมํ ปตฺตํ อธิฏฺฐามิ " ๓ ครั้ง แปลว่า " ข้าพเจ้าอธิษฐานบาตรนี้ " เมื่ออธิษฐานแล้ว ก็จัดเป็นบาตรครอง บาตรคลองนี้ ถ้าใช้บาตรอยู่ในมือ ห้ามไม่ให้เปิดปิดหน้าต่างประตู เช่นอุ้มบาตรในมือหนึ่งอีกมือหนึ่งไปทำกิจอย่างอื่น เช่นนี้ก็ห้ามเหมือนกัน ห้ามไม่ให้เอาบาตรวางบนกระดานไม้เรียบ คือกระดานที่เขาวางหัวยื่นรอดออกไป หรือแม้ว่าบนม้าเล็ก ๆ ที่บาตรอาจจะกลิ้งตกลงไปได้ง่าย ดังที่กล่าวมานี้เป็นวิธีรักษาบาตร ฯ
วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
ปลาหมึกผัดพริกเกลือ ปลาหมึกผัดพริกเกลือ ปลาหมึกผัดพริกเกลือ
ส่วนประกอบ
ปลาหมึก ๒ ตัว แป้งทอดกรอบ ๑/๒ ถ้วย
รากผักชีสับ ๓ ราก กระเทียมสับ ๑ ช้อนโต๊ะ
พริกขี้หนูสับ ๑ ช้อนโต๊ะ เกลือ ๑/๒ ช้อนชา
น้ำตาลทราย ๑ ช้อนชา พริกไทย ๑/๒ ช้อนชา
วิธีทำ
1. นำปลาหมึกมาล้างทำความสะอาดแล้วหั่นให้เป็นแว่น นำผ้าหรือกระดาษมาซับน้ำให้หมาด
2. ให้นำแป้งทอดกรอบมาปรุงรสด้วยเกลือ และใส่พริกไทยนิดหน่อย จากนั้นจึงค่อยนำปลาหมึกที่เตรียมเอาไว้ลงไปคลุกผงแป้งให้ทั่ว
3. นำน้ำมันใส่ลงกระทะสำหรับทอด ทอดพอให้ปลาหมึกสุกเหลืองพอดี จึงตักขึ้นพักเอาไว้
4. เตรียมกระทะสำหรับผัด ใส่น้ำมันลงไปในกระทะประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ตั้งไฟกลาง แล้วจึงค่อยใส่รากผักชี กระเทียม พริกขี้หนูสับลงไปผัด ผัดให้หอม จากนั้นจึงปรุงรสด้วยเกลือ และน้ำตาลทราย คลุกเคล้าให้เข้ากัน
5. เมื่อตลุกเคล้าเครื่องปรุงจนได้ที่แล้วจึงใส่ปลาหมึกที่ทอดแล้วลงไปคลุก ให้คลุกเร็ว ๆ แล้วจึงตักขึ้นใส่จาน
น้ำมะละกอปั่น น้ำ น้ำ มะ มะ ละ ละ กอ กอ ปั่น ปั่น
การเตรียม การ การ เตรียม เตรียม การ การ เตรียม เตรียม
1. มะละกอสุก 1/2 ชิ้น (ตามยาวของลูก ) หรือ 1/2 ถ้วยตวง
2. น้ำเชื่อม พอสมควร
3. เกลือป่น เล็กน้อย
4. น้ำแข็งทุบ 1 แก้ว
5. นมสด พอสมควร
วิธีทำ วิ วิ ธี ธี ทำ ทำ
1. นำน้ำแข็งใส่เครื่องปั่นพร้อมกับมะละกอที่หั่นเตรียมไว้ ใส่น้ำเชื่อม 1 ช้อนโต๊ะ ก่อน ชิมรสถ้าไม่หวานถูกใจจึงใส่เพิ่มลงไป ใส่เกลือป่นเล็กน้อย ปั่นจนเป็นเนื้อเดียวกัน
2. เทใส่แก้ว เติมนมสดเล็กน้อย หรือจะเติมในขณะปั่นก็ได้ ควรทำดื่มครั้งต่อครั้ง เพื่อคุณค่าทางอาหารที่ดี
คำ คำ คำ คำ คำ คำ วัด วัด วัด วัด วัด คำวัด คำวัด คำวัด
สะ สะ สะ เนอ เนอ เนอ เสนอ เสนอ เสนอ เสนอ เสนอ
" สมมติสงฆ์ "
สมมติสงฆ์ หมายถึงพระสงฆ์ที่เป็นสงฆ์โดยสมมติ คือโดยวิธีการประชุมตกลงยอมรับร่วมกันว่าเป็นสงฆ์ หรือหมายถึงพระสงฆ์ที่สมมติว่าเป็นผู้แทนของพระอริยสงฆ์
สมมติสงฆ์ ใช้เรียกพระสงฆ์ที่อุปสมบทในสมัยปัจจุบัน ซึ่งเป็นสงฆ์โดยผ่านสังฆกรรมที่เรียกว่าอุปสมบทกรรมแล้ว โดยมีผู้เสนอคือพระอุปัชฌาย์ มีผู้สวดประกาศข้อเสนอคือพระคู่สวดและมีผู้รับรองยอมรับตามข้อเสนอคือพระอันดับถูกต้องตามพระธรรมวินัย
พระสงฆ์ที่เป็นสมมติสงฆ์เมื่อบรรลุมรรคผลขั้นใดขั้นหนึ่งแล้วก็เป็นอริยสงฆ์โดยอัตโนมัติ
ปลาหมึก ๒ ตัว แป้งทอดกรอบ ๑/๒ ถ้วย
รากผักชีสับ ๓ ราก กระเทียมสับ ๑ ช้อนโต๊ะ
พริกขี้หนูสับ ๑ ช้อนโต๊ะ เกลือ ๑/๒ ช้อนชา
น้ำตาลทราย ๑ ช้อนชา พริกไทย ๑/๒ ช้อนชา
วิธีทำ
1. นำปลาหมึกมาล้างทำความสะอาดแล้วหั่นให้เป็นแว่น นำผ้าหรือกระดาษมาซับน้ำให้หมาด
2. ให้นำแป้งทอดกรอบมาปรุงรสด้วยเกลือ และใส่พริกไทยนิดหน่อย จากนั้นจึงค่อยนำปลาหมึกที่เตรียมเอาไว้ลงไปคลุกผงแป้งให้ทั่ว
3. นำน้ำมันใส่ลงกระทะสำหรับทอด ทอดพอให้ปลาหมึกสุกเหลืองพอดี จึงตักขึ้นพักเอาไว้
4. เตรียมกระทะสำหรับผัด ใส่น้ำมันลงไปในกระทะประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ตั้งไฟกลาง แล้วจึงค่อยใส่รากผักชี กระเทียม พริกขี้หนูสับลงไปผัด ผัดให้หอม จากนั้นจึงปรุงรสด้วยเกลือ และน้ำตาลทราย คลุกเคล้าให้เข้ากัน
5. เมื่อตลุกเคล้าเครื่องปรุงจนได้ที่แล้วจึงใส่ปลาหมึกที่ทอดแล้วลงไปคลุก ให้คลุกเร็ว ๆ แล้วจึงตักขึ้นใส่จาน
น้ำมะละกอปั่น น้ำ น้ำ มะ มะ ละ ละ กอ กอ ปั่น ปั่น
การเตรียม การ การ เตรียม เตรียม การ การ เตรียม เตรียม
1. มะละกอสุก 1/2 ชิ้น (ตามยาวของลูก ) หรือ 1/2 ถ้วยตวง
2. น้ำเชื่อม พอสมควร
3. เกลือป่น เล็กน้อย
4. น้ำแข็งทุบ 1 แก้ว
5. นมสด พอสมควร
วิธีทำ วิ วิ ธี ธี ทำ ทำ
1. นำน้ำแข็งใส่เครื่องปั่นพร้อมกับมะละกอที่หั่นเตรียมไว้ ใส่น้ำเชื่อม 1 ช้อนโต๊ะ ก่อน ชิมรสถ้าไม่หวานถูกใจจึงใส่เพิ่มลงไป ใส่เกลือป่นเล็กน้อย ปั่นจนเป็นเนื้อเดียวกัน
2. เทใส่แก้ว เติมนมสดเล็กน้อย หรือจะเติมในขณะปั่นก็ได้ ควรทำดื่มครั้งต่อครั้ง เพื่อคุณค่าทางอาหารที่ดี
คำ คำ คำ คำ คำ คำ วัด วัด วัด วัด วัด คำวัด คำวัด คำวัด
สะ สะ สะ เนอ เนอ เนอ เสนอ เสนอ เสนอ เสนอ เสนอ
" สมมติสงฆ์ "
สมมติสงฆ์ หมายถึงพระสงฆ์ที่เป็นสงฆ์โดยสมมติ คือโดยวิธีการประชุมตกลงยอมรับร่วมกันว่าเป็นสงฆ์ หรือหมายถึงพระสงฆ์ที่สมมติว่าเป็นผู้แทนของพระอริยสงฆ์
สมมติสงฆ์ ใช้เรียกพระสงฆ์ที่อุปสมบทในสมัยปัจจุบัน ซึ่งเป็นสงฆ์โดยผ่านสังฆกรรมที่เรียกว่าอุปสมบทกรรมแล้ว โดยมีผู้เสนอคือพระอุปัชฌาย์ มีผู้สวดประกาศข้อเสนอคือพระคู่สวดและมีผู้รับรองยอมรับตามข้อเสนอคือพระอันดับถูกต้องตามพระธรรมวินัย
พระสงฆ์ที่เป็นสมมติสงฆ์เมื่อบรรลุมรรคผลขั้นใดขั้นหนึ่งแล้วก็เป็นอริยสงฆ์โดยอัตโนมัติ
วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
อติเรกบาตร
บาตรนอกจากบาตรอธิษฐาน เรียกว่าอติเรกบาตร อติเเรกบาตรนั้น ภิกษุเก็บไว้ได้เพียง ๑๐ วัน เป็นอย่างยิ่ง ถ้าให้ล่วง ๑๐ วันไป ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์
นิทานต้นบัญญัติ ภิกษุฉัพพัคคีย์ สะสมบาตรไว้เป็นอันมาก ถูกมนุษย์ติเตียนว่า เป็นพ่อค้าบาตร พระผู้มีพระภาคทรงทราบ จึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ภิกษุเก็บบาตรอติเรก ( คือที่เกิน ๑ ลูก ซึ่งเกินจำเป็นสำหรับใช้เป็นประจำ ) ไว้เกิน ๑๐ วัน ต้องนิสสัคคิย์ปาจิตตีย์.
อธิบาย บาตรนั้น เป็นของทำด้วยดินเผาบ้าง ด้วยเหล็กบ้าง มีขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ เป็นของทรงอนุญาตให้เป็นบริขาร (ของใช้สอย ) ของภิกษุเฉพาะใบเดียว บาตรอันภิกษุตั้งไว้เป็นบริขารอย่างนี้ เรียกบาตรอธิษฐาน
ลักษณะแห่งอาบัติ ภิกษุไม่เสียสละบาตรที่เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ใช้สอย ต้องทุกกฏ
คำเสียสละแก่บุคคลว่าอย่างนี้ " อะยัง เม ภันเต ปัตโต ทะสาหาติกกันโต นิสสัคคิโย, อิมาหัง อายัสมะโต นิสสัชชามิ"
แปลว่า " บาตรใบนี้ของข้าพเจ้าล่วง ๑๐ วัน จะต้องสละ ข้าพเจ้าขอสละบาตรใบนี้แก่ท่าน"
คำคืน ว่าดังนี้ " อิมัง ปัตตัง อายัสมะโต ทัมมิ"
แปลว่า " ข้าพเจ้าคืนบาตรใบนี้ให้แก่ท่าน "
ภิกษุเสพเมถุน( ร่วมประเวณี, ร่วมสังวาส) ต้องปาราชิก.
ภิกษุถือเอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ได้ราคา ๕ มาสก ต้องปาราชิก.
ภิกษุแกล้ง (จงใจ ) ฆ่ามนุษย์ให้ตาย ต้องปาราชิก.
ภิกษุอวดอุตตริมนุสสธรรม ( คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์ ) ที่ไม่มีในตน ต้องปาราชิก.
สรุปอาบัติปาราชิก
๑. ภิกษุล่วงละเมิดข้อใดข้อหนึ่งแล้ว ย่อมไม่ได้เพื่อจะอยู่ร่วมกับภิกษุทั้งหลายอีก เหมือนในกาลที่ยังไม่ล่วงละเมิด เป็นปาราชิกหาสังวาสมิได้
๒. แม้จะอุปสมบทอีก ก็ไม่เป็นภิกษุโดยชอบด้วยพระวินัยตลอดชาติ
๓. อาบัติปาราชิกนี้ เป็นอเตกิจฉา แก้ไขไม่ได้ เป็นอนวเสส หาส่วนเหลือมิได้ เป็นมูลเฉท คือตัดรากเง่า ( ห้ามมรรค ผล นิพพาน แต่ไม่ห้ามสวรรค์ )
น้ำกล้วยหอมปั่น น้ำกล้วยหอมปั่น น้ำกล้วยหอมปั่น น้ำกล้วยหอมปั่น น้ำกล้วยหอมปั่น น้ำกล้วย
การเตรียม
๑. กล้วยหอม ๑ ผล
๒. น้ำเชื่อม พอสมควร
๓. นมสด พอสมควร
๔. เกลือป่น เล็กน้อย
๕. น้ำแข้งทุบ พอสมควร
วิธีทำ
๑. ปอกเปลือกกล้วยหอมและหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เตรียมไว้
๒. นำน้ำแข็งทุบใส่เครื่องปั่น จากนั้นใส่กล้วยหอม น้ำเชื่อมนมสด ( หรือจะใส่ตอนหลังปั่นเสร็จก็ได้ ) และเกลือป่นเล็กน้อย ปั่นทั้งหมดให้ละเอียด
๓. เทใส่แก้วดื่มได้ทันที
นิทานต้นบัญญัติ ภิกษุฉัพพัคคีย์ สะสมบาตรไว้เป็นอันมาก ถูกมนุษย์ติเตียนว่า เป็นพ่อค้าบาตร พระผู้มีพระภาคทรงทราบ จึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ภิกษุเก็บบาตรอติเรก ( คือที่เกิน ๑ ลูก ซึ่งเกินจำเป็นสำหรับใช้เป็นประจำ ) ไว้เกิน ๑๐ วัน ต้องนิสสัคคิย์ปาจิตตีย์.
อธิบาย บาตรนั้น เป็นของทำด้วยดินเผาบ้าง ด้วยเหล็กบ้าง มีขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ เป็นของทรงอนุญาตให้เป็นบริขาร (ของใช้สอย ) ของภิกษุเฉพาะใบเดียว บาตรอันภิกษุตั้งไว้เป็นบริขารอย่างนี้ เรียกบาตรอธิษฐาน
ลักษณะแห่งอาบัติ ภิกษุไม่เสียสละบาตรที่เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ใช้สอย ต้องทุกกฏ
คำเสียสละแก่บุคคลว่าอย่างนี้ " อะยัง เม ภันเต ปัตโต ทะสาหาติกกันโต นิสสัคคิโย, อิมาหัง อายัสมะโต นิสสัชชามิ"
แปลว่า " บาตรใบนี้ของข้าพเจ้าล่วง ๑๐ วัน จะต้องสละ ข้าพเจ้าขอสละบาตรใบนี้แก่ท่าน"
คำคืน ว่าดังนี้ " อิมัง ปัตตัง อายัสมะโต ทัมมิ"
แปลว่า " ข้าพเจ้าคืนบาตรใบนี้ให้แก่ท่าน "
ภิกษุเสพเมถุน( ร่วมประเวณี, ร่วมสังวาส) ต้องปาราชิก.
ภิกษุถือเอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ได้ราคา ๕ มาสก ต้องปาราชิก.
ภิกษุแกล้ง (จงใจ ) ฆ่ามนุษย์ให้ตาย ต้องปาราชิก.
ภิกษุอวดอุตตริมนุสสธรรม ( คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์ ) ที่ไม่มีในตน ต้องปาราชิก.
สรุปอาบัติปาราชิก
๑. ภิกษุล่วงละเมิดข้อใดข้อหนึ่งแล้ว ย่อมไม่ได้เพื่อจะอยู่ร่วมกับภิกษุทั้งหลายอีก เหมือนในกาลที่ยังไม่ล่วงละเมิด เป็นปาราชิกหาสังวาสมิได้
๒. แม้จะอุปสมบทอีก ก็ไม่เป็นภิกษุโดยชอบด้วยพระวินัยตลอดชาติ
๓. อาบัติปาราชิกนี้ เป็นอเตกิจฉา แก้ไขไม่ได้ เป็นอนวเสส หาส่วนเหลือมิได้ เป็นมูลเฉท คือตัดรากเง่า ( ห้ามมรรค ผล นิพพาน แต่ไม่ห้ามสวรรค์ )
น้ำกล้วยหอมปั่น น้ำกล้วยหอมปั่น น้ำกล้วยหอมปั่น น้ำกล้วยหอมปั่น น้ำกล้วยหอมปั่น น้ำกล้วย
การเตรียม
๑. กล้วยหอม ๑ ผล
๒. น้ำเชื่อม พอสมควร
๓. นมสด พอสมควร
๔. เกลือป่น เล็กน้อย
๕. น้ำแข้งทุบ พอสมควร
วิธีทำ
๑. ปอกเปลือกกล้วยหอมและหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เตรียมไว้
๒. นำน้ำแข็งทุบใส่เครื่องปั่น จากนั้นใส่กล้วยหอม น้ำเชื่อมนมสด ( หรือจะใส่ตอนหลังปั่นเสร็จก็ได้ ) และเกลือป่นเล็กน้อย ปั่นทั้งหมดให้ละเอียด
๓. เทใส่แก้วดื่มได้ทันที
วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
เมนูง่าย ๆ สไตล์เด็กหอ
บะหมี่กึ่งผัดไข่
ส่วนประกอบ บะหมี่กึีสำเร็จนรูปรสหมู 1 ห่อ ไข่ไก่ 1 ฟอง หมูย่าง 1 ไม้ ผักต่าง ๆ ตามชอบ เช่น กะหล่ำปลี ข้าวโพดอ่อน มะเขือเทศ ซีอิ๊วขาว ซอสพริก น้ำตาลทราย
วิธีทำ
1 . นำน้ำใส่หม้อสำหรับลวกเส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เมื่อน้ำเดือดจึงค่อยนำเส้นบะหมี่ลงไปลวกให้สุก เมื่อสุกแล้วตักขึ้นคลุกน้ำมันพืชนิดหน่อย
2 . นำน้ำมันใส่ลงในกระทะนิดหน่อย ตั้งไฟกลางรอจนน้ำมันร้อนใส่หมูย่างลงไปผัดให้พอหอม
3 . เขี่ยหมูไว้ข้างกระทะ แล้วตอกไข่ใส่ลงไป ตีให้ไข่ขาวผสมกับไข่แดง ค่อย ๆ พลิกไข่ให้สุกทีละด้าน เมื่อไข่สุกแล้วจึงค่อยผัดรวมกับหมุ
4 . ใส่เส้นบะหมี่ที่ลวกแล้วลงไปผัดคลุกเคล้าให้ทั่ว ปรุงรสด้วย ซีอิ๊วขาว ซอสพริก และน้ำตาลทราย ชิมรสให้เค็มนำ เปรี้ยวเผ้ดหวานนิดหน่อย
5 . ใส่ผักต่าง ๆ ลงไปผัดให้สุก คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟ
น้ำแครอท น้ำแครอท น้ำแครอท น้ำแครอท น้ำแครอท น้ำแครอท น้ำแครอท
การเตรียม
1 แครอท 2 ถ้วยตวง นำมาปอกเปลือก ล้างให้สะอาด หั่นเป็นแว่นตามขวาง
2 น้ำตาลทรายพอสมควร
3 เกลือป่นเล็กน้อย
4 น้ำสะอาด 3 ลิตร
วิธีทำ
1 นำแครอทที่เตรียมไว้ใส่น้ำต้มจนเดือดสักครู่ ลองหยิบแครอทออกมาดูให้แครอทสุกและนิ่ม ตักออกทิ้งไว้ให้เย็น
2 นำแครอทมาตำหรือปั่นให้ละเอียด แล้วใส่ไปในน้ำที่ต้มในครั้งแรก
3 ใส่น้ำตาลทรายพอประมาณ เกลือป่นเล็กน้อย รอจนเดือดสักครู่ ชิมรสไม่ต้องหวานมาก ปิดไฟทิ้งไว้ให้เย็น
4 กรองกากออกด้วยผ้าขาวบาง
5 กรอกน้ำแครอทสีส้มสวยใส่ขวดแช่ตู้เย็น เก็บไว้กินได้หลายวัน หรือจะทำรสออกหวานเพื่อใส่น้ำแข็งเวลาดื่มก็ได้
ไม่ควรทำครั้งละมาก ๆ เพราะน้ำแครอทเก็บไว้ได้ประมาร 4-5 วัน
คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด
เสนอคำว่า เสนอคำว่า เสนอคำว่า เสนอคำว่า เสนอคำว่า เสนอคำว่า
ผ้าป่า ผ้าป่า ผ้าป่า ผ้าป่า ผ้าป่า ผ้าป่า ผ้าป่า ผ้าป่า ผ้าป่า ผ้าป่า ผ้าป่า
คือผ้าทีผู้ถวายนำไปวางผาดไว้บนกิ่งไม้เพื่อให้พระชักเอาไปเอง โดยไม่กล่าวคำถวายหรือประเคนเหมือนถวายของทั่วไป ที่ชื่อว่าผ้าป่าเพราะถือคติโบราณ คือสมัยพุทธกาลผ้าหายาก พระภิกษุต้องแสวงหาผ้าที่เขาทิ้งไว้ตามป่าช้าบ้าง ตามทางเดินในป่าบ้าง มาทำจีวรนุ่งห่ม คนใจบุญสมัยนั้นจึงนำผ้าไปแขวนไว้ตามต้นไม้ข้างทางที่พระเดินผ่าน ทำนองว่าทิ้งแล้ว พระไปพบเข้าจึงหยิบไปทำจีวรโดยถือว่าเป็นผ้าไม่มีเจ้าของ ผ้าชนิดนั้นเลยเรียกกันว่า ผ้าป่า
กิริยาที่พระหยิบไปใช้แบบนั้น เรียกว่า ชักผ้าป่า
ทอดผ้าป่า คือกิริยาที่ถวายผ้าแบบนั้น และนิยมจัดของใช้เป็นบริวารผ้าป่าเหมือนบริวารกฐินด้วย
ส่วนประกอบ บะหมี่กึีสำเร็จนรูปรสหมู 1 ห่อ ไข่ไก่ 1 ฟอง หมูย่าง 1 ไม้ ผักต่าง ๆ ตามชอบ เช่น กะหล่ำปลี ข้าวโพดอ่อน มะเขือเทศ ซีอิ๊วขาว ซอสพริก น้ำตาลทราย
วิธีทำ
1 . นำน้ำใส่หม้อสำหรับลวกเส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เมื่อน้ำเดือดจึงค่อยนำเส้นบะหมี่ลงไปลวกให้สุก เมื่อสุกแล้วตักขึ้นคลุกน้ำมันพืชนิดหน่อย
2 . นำน้ำมันใส่ลงในกระทะนิดหน่อย ตั้งไฟกลางรอจนน้ำมันร้อนใส่หมูย่างลงไปผัดให้พอหอม
3 . เขี่ยหมูไว้ข้างกระทะ แล้วตอกไข่ใส่ลงไป ตีให้ไข่ขาวผสมกับไข่แดง ค่อย ๆ พลิกไข่ให้สุกทีละด้าน เมื่อไข่สุกแล้วจึงค่อยผัดรวมกับหมุ
4 . ใส่เส้นบะหมี่ที่ลวกแล้วลงไปผัดคลุกเคล้าให้ทั่ว ปรุงรสด้วย ซีอิ๊วขาว ซอสพริก และน้ำตาลทราย ชิมรสให้เค็มนำ เปรี้ยวเผ้ดหวานนิดหน่อย
5 . ใส่ผักต่าง ๆ ลงไปผัดให้สุก คลุกเคล้าให้เข้ากัน ตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟ
น้ำแครอท น้ำแครอท น้ำแครอท น้ำแครอท น้ำแครอท น้ำแครอท น้ำแครอท
การเตรียม
1 แครอท 2 ถ้วยตวง นำมาปอกเปลือก ล้างให้สะอาด หั่นเป็นแว่นตามขวาง
2 น้ำตาลทรายพอสมควร
3 เกลือป่นเล็กน้อย
4 น้ำสะอาด 3 ลิตร
วิธีทำ
1 นำแครอทที่เตรียมไว้ใส่น้ำต้มจนเดือดสักครู่ ลองหยิบแครอทออกมาดูให้แครอทสุกและนิ่ม ตักออกทิ้งไว้ให้เย็น
2 นำแครอทมาตำหรือปั่นให้ละเอียด แล้วใส่ไปในน้ำที่ต้มในครั้งแรก
3 ใส่น้ำตาลทรายพอประมาณ เกลือป่นเล็กน้อย รอจนเดือดสักครู่ ชิมรสไม่ต้องหวานมาก ปิดไฟทิ้งไว้ให้เย็น
4 กรองกากออกด้วยผ้าขาวบาง
5 กรอกน้ำแครอทสีส้มสวยใส่ขวดแช่ตู้เย็น เก็บไว้กินได้หลายวัน หรือจะทำรสออกหวานเพื่อใส่น้ำแข็งเวลาดื่มก็ได้
ไม่ควรทำครั้งละมาก ๆ เพราะน้ำแครอทเก็บไว้ได้ประมาร 4-5 วัน
คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด คำวัด
เสนอคำว่า เสนอคำว่า เสนอคำว่า เสนอคำว่า เสนอคำว่า เสนอคำว่า
ผ้าป่า ผ้าป่า ผ้าป่า ผ้าป่า ผ้าป่า ผ้าป่า ผ้าป่า ผ้าป่า ผ้าป่า ผ้าป่า ผ้าป่า
คือผ้าทีผู้ถวายนำไปวางผาดไว้บนกิ่งไม้เพื่อให้พระชักเอาไปเอง โดยไม่กล่าวคำถวายหรือประเคนเหมือนถวายของทั่วไป ที่ชื่อว่าผ้าป่าเพราะถือคติโบราณ คือสมัยพุทธกาลผ้าหายาก พระภิกษุต้องแสวงหาผ้าที่เขาทิ้งไว้ตามป่าช้าบ้าง ตามทางเดินในป่าบ้าง มาทำจีวรนุ่งห่ม คนใจบุญสมัยนั้นจึงนำผ้าไปแขวนไว้ตามต้นไม้ข้างทางที่พระเดินผ่าน ทำนองว่าทิ้งแล้ว พระไปพบเข้าจึงหยิบไปทำจีวรโดยถือว่าเป็นผ้าไม่มีเจ้าของ ผ้าชนิดนั้นเลยเรียกกันว่า ผ้าป่า
กิริยาที่พระหยิบไปใช้แบบนั้น เรียกว่า ชักผ้าป่า
ทอดผ้าป่า คือกิริยาที่ถวายผ้าแบบนั้น และนิยมจัดของใช้เป็นบริวารผ้าป่าเหมือนบริวารกฐินด้วย
วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
ทำบุญตักบาตร
เรื่องของการทำบุญตักบาตรพระนั้นตามธรรมเนียมที่ถูกต้อง ที่ทำแล้วได้บุญกุศลจริง ๆ ก็คือ การเลือกสรรอาหารหรือการดูแลอาหารที่ดีสักหน่อย ตามคำในพระไตรปิฏกที่เคยมีกล่าวไว้ถึงเรื่องการตักบาตรว่า ถ้าเรากิรอย่างไรเราก็ใส่อย่างนั้น หรือเรากินอย่างไรตักบาตรพระให้ดีกว่านั้น มิใช่ว่าเรากินอย่างไรแล้วทำบุญทำทานในสิ่งที่แย่กว่าที่เรากินอยู่หรือเป็นอยู่
ควรจะจัดเตรียมดูแลเรื่องอาหารให้ดี ถ้าทำอาหารเองที่บ้านก็ต้องเลือกคัดสรรผักที่สะอาดสวยงามไม่ใช่ผักเก่า ๆ เหี่ยว ๆ เลือกเนื้อสัตว์ที่ดี ไม่ใช่เนื้อสัตว์ที่ใกล้หมดอายุแล้ว ปรุงอาหารด้วยความสะอาด ปรุงอาหารให้สุกและร้อน ๆ จัดเตรียมให้เรียบร้อยทั้งของหวานและคาว ควรมีผลไม้หรือขนมหวานด้วย แต่ถ้าไม่สะดวกในการทำกับข้าวเอง การที่จะออกไปซื้อที่ตลาดก็สะดวกดี แต่ควรจะเลือกอาหารด้วย ไม่ใช่เห็นเขาเตรียมใส่ถาดให้เราอย่างไร เราก็ซื้อใส่บาตรไปอย่างนั้น การเลือกสรรสักนิดก็เป็นการทำบุญอันประณีต ผลบุญที่ได้ย่อมประณีตไปด้วย อย่าถือเอาแต่ความง่ายและความสะดวกเป็นสำคัญเลย
แม่ค้าที่ทำอาหารสำหรับตักบาตรเจ้านั้นก็มีความพิถีพิถัน รู้จักที่จะเปลี่ยนกับข้าว เปลี่ยนเมนูต่าง ๆ ในแต่ละวัน แต่บางเจ้าก็เอาง่ายเข้าว่าเช่น ถ้ามีกับข้าวเมนูนี้ก็มีอยู่ทุกวัน ลองคิดดูสิว่าเป็นตัวเรา เรายังจะเบื่อกับข้าวซ้ำ ๆ พระท่านก็ต้องเบื่อเช่นกัน พยายามเลือกสรรอาหารเมนูใหม่ ๆ กับข้าวที่น่ากินไปถวาย และทำบุญพระสงฆ์บ้าง ทีตัวเรายังเลือกกินได้แต่ไฉนเวลาตักบาตรจึงหยิบอะไรก็ได้ตักบาตรให้พระท่านไปเช่นนั้น ที่จริงแล้วการทำบุญน่าจะประณีตกว่าการเลือกสรรของให้ตนเองด้วยซ้ำ
อย่าลืมเรื่องของดอกไม้ธูปเทียนควรจะมีถวาย
เรื่องของการถวายน้ำเปล่านี่ก็เป็นเรื่องสำคัญ บางคนคิดว่าหากตักบาตรแล้วไม่ถวายน้ำเปล่าสักหนึ่งขวด จะเป็นเรื่องผิดบาปกลัวว่าเราตายไปแล้วจะต้องเป็นวิญญานหิวโหยกระหายน้ำ ที่จริงแล้วการถวายน้ำพระสงฆ์นั้นก็เป็นสิ่งที่ควร แต่การถวายน้ำคนละขวด ๆ นั้นพระท่านก็จะเป็นภาระตต้องหิ้วน้ำอันหนักอึ้งกลับวัดเป็นสิบ ๆขวด เพราะพระสงฆ์บางรูปไม่ได้มีลูกศิษย์ลูกหาคอยเดินหิ้วของให้ตามหลัง ดังนั้นเราควรจะพิจารณาให้ดี ถ้าเราตักบาตรนอกบ้าน ตักบาตรที่ตลาดยามเช้าไม่จำเป็นจะต้องถวายน้ำขวดท่านทุกครั้ง ถ้าพระสงฆ์บางรูปท่านมารูปเดียว จะต้องหิ้วน้ำขวดเป็นสิบ ๆ ขวดกลับวัดก็คงลำบากกระไรอยู่ อย่าคิดแต่ว่าจะห่วงแต่บุญกุศลที่ตนจะได้ เราต้องทำบุญเพื่อให้ได้กุศลด้วยจิตอันบริสุทธิ์ และมิคาดหวังผลบุญอย่างนั้นถึงจะได้กุศล อย่าคิดแต่ว่าจะต้องตักบาตรด้วยน้ำ ถ้าไม่ใส่แล้วเดี๋ยวเราจะเป็นวิญญานที่อดน้ำ นั้นแสดงว่าเราทำบุญด้วยการเห็นแก่ตัว เพราะคิดถึงแต่ตัวเราเป้นสำคัญ ทำบุญอย่างนี้ย่อมไม่ได้มหากุศลกลับคืนมาแน่แท้ แต่จะไ้บุญแค่ความอิ่มเอิบใจ ได้ความพองฟูในหัวใจเท่านั้น สรุปแล้วเรื่องของน้ำนี่สามารถถวายน้ำได้แต่ขอให้ดูความเหมาะสมบางสถานการณ์เป็นสำคัญ ถ้าพระสงฆ์ท่านเดินมาคนเดียวไม่มีลูกศิษย์ก็ไม่จำเป็นต้องใส่น้ำขวดด้วยทุกครั้ง นอกจากเรื่องของการถวายน้ำเปล่าเป้นขวด ๆแล้ว เราสามารถที่จะลองไปหาซื้อน้ำผลไม้หรือนมกล่องถวายตักบาตรให้ท่านบ้างก็ได้
ส่วนเรื่องการปฏิบัติตนในขณะตักบาตร ถ้าสามารถสะดวกก็ให้ถอดรองเท้าแล้วเหยียบบนรองเท้าของเราก็ได้ถ้าพื้นตรงนั้นมันสกปรกมาก แต่บางคนสวมถุงเท้ารองเท้าเรียบร้อย ในกรณีผุ้ชายที่เตรียมจะไปทำงานหรือบางคนอาจจะใส่ถุงเท้ารองเท้าผ้าใบ ถ้าไม่สะดวกจะถอดก็ไม่เป็นไร ถ้าสะดวกจะถอดก็สามารถจะถอดรองเท้าแล้วยืนด้วยเท้าเปล่าเหยียบบนรองเท้าของเราอีกทีหนึ่งก็ได้
การจะตักบาตรให้ถูกธรรมเนียมพิธีของไทยแต่โบราณนั้นจะต้องกล่าวคาถาคำตักบาตรพระในใจไปด้วย
พระคาถาขณะตักบาตรพระ
" อิทัง ทานัง สีละวัน ตานัง ภิกขุนัง นิยาเทมิ สุทินนัง วะตะ เม ทานัง อาสะวักขะยาวะหัง นิพานะปัจจโย โหตุ "
คำแปล ข้าพเจ้า ขอน้อมถวายของตักบาตรเหล่านี้ แด่พระสงฆ์ ผู้มีศีลทั้งหลาย ทานที่ข้าพเจ้าถวายดีแล้วนี้ จงเป็นปัจจัย ให้ถึงพระนิพพานด้วยเทอญ
เมื่อตักบาตรแล้วกลับมาที่บ้านให้กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรหรือญาติที่ล่วงลับไปแล้ว เพื่อเป็นการแบ่งปันอุทิศส่วนกุศลด้วยไม่ใช่เก็บบุญไว้เป็นของตนไว้เพียงผุ้เดียว
แลธรรมเนียมการตักบาตรพระนั้นควรจะใส่บ่อย ๆ เป็นประจำสม่ำเสมอ บางคนสะดวกที่จะตักบาตรพระทุกเช้าได้ก็เป็นบุญกุศลอันดีแก่ตนหรืออาจจะเลือกตักบาตรเฉพาะทุกวันพระ หรือทุกวันเกิดตน เช่น เกิดวันจันทร์ ก็ตักบาตรทุกวันจันทร์ก็ได้ หรือไม่ต้องถือวาระโอกาสใด สะดวกเมื่อไรก็ตักบาตรอาทิตย์ละ ๓-๔ ครั้งได้จะยิ่งเป็นการสั่งสมบุญกุศลที่ดี
คำถวายดอกไม้ธูปเทียนเพื่อบูชา
อิมานิ มะยัง ภันเต ทีปะธูปะปุปผะวะรานิ ระตะนัตตะยัสเสวะ อะภิปูเชมะ อัมหากัง ระตะนัตยัสสะ ปูชา ทีฆะรัตตัง หิตะสุขาวะหา โหตุ อาสะวักขะยัปปัตติยา
คำแปล
ข้าแต่พระคุณเจ้าทั้งหลายผู้เจริญข้าพเจ้าทั้งหลายขอบูชาธูปเทียนและดอกไม้อันประเสริฐเหล่านี้ แก่พระรัตนตรัย กิริยาที่บูชาแก่พระรัตนตรัยนี้จงเป็นผลนำมาซึ่งประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน จงเป้นไปเพื่อให้ถึงซึ่งพระนิพพาน เป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะกิเลส เทอญ ฯ
บุญ คือเครื่องชำระล้างจิตใจให้สะอาด เกิดจากการกระทำความดี หากผู้ใดปรารถนาที่จะได้บุญแล้วละก็ จักต้องเร่งสร้างบุญ สร้างกุศลเสียตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อกักเก็บเป้นเสบียงแห่งความดี เป็นเกราะป้องกันเหตุเภทภัยให้แคล้วคลาด
ข้าวผัดสับปะรด ข้าวผัดสับปะรด ข้าวผัดสับปะรด
ส่วนประกอบ
ข้าวสวย ๑ ถ้วย สับปะรด ๑/๒ ถ้วย หมูสับ ๑/๒ ลูกเกด ๑ ช้อนโต๊ะ ต้นหอมซอย ๒ ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วขาว ๒ ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย ๑ ช้อนชา น้ำมันพืช ซอสหอย ๑ ช้อนโต๊ะ เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ หรือถั่วชนิดต่าง ๆ ๒ ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
๑. นำกระทะตั้งไฟใส่น้ำมันลงไป พอร้อนแล้วจึงค่อยใส่หมูสับลงไป ผัดให้หมูสุก
๒. พอหมูสุกจึงค่อยปรุงรสด้วยซอสหอย ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทรายขาว ผัดอีกครั้งให้เข้ากัน ชิมรสให้ออกเค็มหวาน
๓. เมื่อผัดหมูได้ที่แล้วจึงค่อยใส่ข้าวสวยลงไปผัด คลุกเคล้าให้ข้าวเข้ากับหมูสับที่ผัดเอาไว้
๔. จากนั้นจึงใส่สับปะรด ลูกเกด เมล็ดมะม่วง หรือถั่วชนิดต่าง ๆ
๕. ผัดสักพักจนข้าวแห้ง ชิมรสอีกหนึ่งครั้งว่าอ่อนเค็ม หรืออ่อนหวาน
๖. เมื่อชิมรสได้ที่แล้วให้โรยด้วยต้นหอมซอย คลุกเคล้าให้เข้ากันตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟ
น้ำเปล่า ๆ ใส่น้ำยาอุทัยตราหมอมี ใส่น้ำแข็ง หอมเย็นชื่นใจ คลายร้อน ผ่อนกระหาย
ควรจะจัดเตรียมดูแลเรื่องอาหารให้ดี ถ้าทำอาหารเองที่บ้านก็ต้องเลือกคัดสรรผักที่สะอาดสวยงามไม่ใช่ผักเก่า ๆ เหี่ยว ๆ เลือกเนื้อสัตว์ที่ดี ไม่ใช่เนื้อสัตว์ที่ใกล้หมดอายุแล้ว ปรุงอาหารด้วยความสะอาด ปรุงอาหารให้สุกและร้อน ๆ จัดเตรียมให้เรียบร้อยทั้งของหวานและคาว ควรมีผลไม้หรือขนมหวานด้วย แต่ถ้าไม่สะดวกในการทำกับข้าวเอง การที่จะออกไปซื้อที่ตลาดก็สะดวกดี แต่ควรจะเลือกอาหารด้วย ไม่ใช่เห็นเขาเตรียมใส่ถาดให้เราอย่างไร เราก็ซื้อใส่บาตรไปอย่างนั้น การเลือกสรรสักนิดก็เป็นการทำบุญอันประณีต ผลบุญที่ได้ย่อมประณีตไปด้วย อย่าถือเอาแต่ความง่ายและความสะดวกเป็นสำคัญเลย
แม่ค้าที่ทำอาหารสำหรับตักบาตรเจ้านั้นก็มีความพิถีพิถัน รู้จักที่จะเปลี่ยนกับข้าว เปลี่ยนเมนูต่าง ๆ ในแต่ละวัน แต่บางเจ้าก็เอาง่ายเข้าว่าเช่น ถ้ามีกับข้าวเมนูนี้ก็มีอยู่ทุกวัน ลองคิดดูสิว่าเป็นตัวเรา เรายังจะเบื่อกับข้าวซ้ำ ๆ พระท่านก็ต้องเบื่อเช่นกัน พยายามเลือกสรรอาหารเมนูใหม่ ๆ กับข้าวที่น่ากินไปถวาย และทำบุญพระสงฆ์บ้าง ทีตัวเรายังเลือกกินได้แต่ไฉนเวลาตักบาตรจึงหยิบอะไรก็ได้ตักบาตรให้พระท่านไปเช่นนั้น ที่จริงแล้วการทำบุญน่าจะประณีตกว่าการเลือกสรรของให้ตนเองด้วยซ้ำ
อย่าลืมเรื่องของดอกไม้ธูปเทียนควรจะมีถวาย
เรื่องของการถวายน้ำเปล่านี่ก็เป็นเรื่องสำคัญ บางคนคิดว่าหากตักบาตรแล้วไม่ถวายน้ำเปล่าสักหนึ่งขวด จะเป็นเรื่องผิดบาปกลัวว่าเราตายไปแล้วจะต้องเป็นวิญญานหิวโหยกระหายน้ำ ที่จริงแล้วการถวายน้ำพระสงฆ์นั้นก็เป็นสิ่งที่ควร แต่การถวายน้ำคนละขวด ๆ นั้นพระท่านก็จะเป็นภาระตต้องหิ้วน้ำอันหนักอึ้งกลับวัดเป็นสิบ ๆขวด เพราะพระสงฆ์บางรูปไม่ได้มีลูกศิษย์ลูกหาคอยเดินหิ้วของให้ตามหลัง ดังนั้นเราควรจะพิจารณาให้ดี ถ้าเราตักบาตรนอกบ้าน ตักบาตรที่ตลาดยามเช้าไม่จำเป็นจะต้องถวายน้ำขวดท่านทุกครั้ง ถ้าพระสงฆ์บางรูปท่านมารูปเดียว จะต้องหิ้วน้ำขวดเป็นสิบ ๆ ขวดกลับวัดก็คงลำบากกระไรอยู่ อย่าคิดแต่ว่าจะห่วงแต่บุญกุศลที่ตนจะได้ เราต้องทำบุญเพื่อให้ได้กุศลด้วยจิตอันบริสุทธิ์ และมิคาดหวังผลบุญอย่างนั้นถึงจะได้กุศล อย่าคิดแต่ว่าจะต้องตักบาตรด้วยน้ำ ถ้าไม่ใส่แล้วเดี๋ยวเราจะเป็นวิญญานที่อดน้ำ นั้นแสดงว่าเราทำบุญด้วยการเห็นแก่ตัว เพราะคิดถึงแต่ตัวเราเป้นสำคัญ ทำบุญอย่างนี้ย่อมไม่ได้มหากุศลกลับคืนมาแน่แท้ แต่จะไ้บุญแค่ความอิ่มเอิบใจ ได้ความพองฟูในหัวใจเท่านั้น สรุปแล้วเรื่องของน้ำนี่สามารถถวายน้ำได้แต่ขอให้ดูความเหมาะสมบางสถานการณ์เป็นสำคัญ ถ้าพระสงฆ์ท่านเดินมาคนเดียวไม่มีลูกศิษย์ก็ไม่จำเป็นต้องใส่น้ำขวดด้วยทุกครั้ง นอกจากเรื่องของการถวายน้ำเปล่าเป้นขวด ๆแล้ว เราสามารถที่จะลองไปหาซื้อน้ำผลไม้หรือนมกล่องถวายตักบาตรให้ท่านบ้างก็ได้
ส่วนเรื่องการปฏิบัติตนในขณะตักบาตร ถ้าสามารถสะดวกก็ให้ถอดรองเท้าแล้วเหยียบบนรองเท้าของเราก็ได้ถ้าพื้นตรงนั้นมันสกปรกมาก แต่บางคนสวมถุงเท้ารองเท้าเรียบร้อย ในกรณีผุ้ชายที่เตรียมจะไปทำงานหรือบางคนอาจจะใส่ถุงเท้ารองเท้าผ้าใบ ถ้าไม่สะดวกจะถอดก็ไม่เป็นไร ถ้าสะดวกจะถอดก็สามารถจะถอดรองเท้าแล้วยืนด้วยเท้าเปล่าเหยียบบนรองเท้าของเราอีกทีหนึ่งก็ได้
การจะตักบาตรให้ถูกธรรมเนียมพิธีของไทยแต่โบราณนั้นจะต้องกล่าวคาถาคำตักบาตรพระในใจไปด้วย
พระคาถาขณะตักบาตรพระ
" อิทัง ทานัง สีละวัน ตานัง ภิกขุนัง นิยาเทมิ สุทินนัง วะตะ เม ทานัง อาสะวักขะยาวะหัง นิพานะปัจจโย โหตุ "
คำแปล ข้าพเจ้า ขอน้อมถวายของตักบาตรเหล่านี้ แด่พระสงฆ์ ผู้มีศีลทั้งหลาย ทานที่ข้าพเจ้าถวายดีแล้วนี้ จงเป็นปัจจัย ให้ถึงพระนิพพานด้วยเทอญ
เมื่อตักบาตรแล้วกลับมาที่บ้านให้กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรหรือญาติที่ล่วงลับไปแล้ว เพื่อเป็นการแบ่งปันอุทิศส่วนกุศลด้วยไม่ใช่เก็บบุญไว้เป็นของตนไว้เพียงผุ้เดียว
แลธรรมเนียมการตักบาตรพระนั้นควรจะใส่บ่อย ๆ เป็นประจำสม่ำเสมอ บางคนสะดวกที่จะตักบาตรพระทุกเช้าได้ก็เป็นบุญกุศลอันดีแก่ตนหรืออาจจะเลือกตักบาตรเฉพาะทุกวันพระ หรือทุกวันเกิดตน เช่น เกิดวันจันทร์ ก็ตักบาตรทุกวันจันทร์ก็ได้ หรือไม่ต้องถือวาระโอกาสใด สะดวกเมื่อไรก็ตักบาตรอาทิตย์ละ ๓-๔ ครั้งได้จะยิ่งเป็นการสั่งสมบุญกุศลที่ดี
คำถวายดอกไม้ธูปเทียนเพื่อบูชา
อิมานิ มะยัง ภันเต ทีปะธูปะปุปผะวะรานิ ระตะนัตตะยัสเสวะ อะภิปูเชมะ อัมหากัง ระตะนัตยัสสะ ปูชา ทีฆะรัตตัง หิตะสุขาวะหา โหตุ อาสะวักขะยัปปัตติยา
คำแปล
ข้าแต่พระคุณเจ้าทั้งหลายผู้เจริญข้าพเจ้าทั้งหลายขอบูชาธูปเทียนและดอกไม้อันประเสริฐเหล่านี้ แก่พระรัตนตรัย กิริยาที่บูชาแก่พระรัตนตรัยนี้จงเป็นผลนำมาซึ่งประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน จงเป้นไปเพื่อให้ถึงซึ่งพระนิพพาน เป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะกิเลส เทอญ ฯ
บุญ คือเครื่องชำระล้างจิตใจให้สะอาด เกิดจากการกระทำความดี หากผู้ใดปรารถนาที่จะได้บุญแล้วละก็ จักต้องเร่งสร้างบุญ สร้างกุศลเสียตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อกักเก็บเป้นเสบียงแห่งความดี เป็นเกราะป้องกันเหตุเภทภัยให้แคล้วคลาด
ข้าวผัดสับปะรด ข้าวผัดสับปะรด ข้าวผัดสับปะรด
ส่วนประกอบ
ข้าวสวย ๑ ถ้วย สับปะรด ๑/๒ ถ้วย หมูสับ ๑/๒ ลูกเกด ๑ ช้อนโต๊ะ ต้นหอมซอย ๒ ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วขาว ๒ ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย ๑ ช้อนชา น้ำมันพืช ซอสหอย ๑ ช้อนโต๊ะ เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ หรือถั่วชนิดต่าง ๆ ๒ ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
๑. นำกระทะตั้งไฟใส่น้ำมันลงไป พอร้อนแล้วจึงค่อยใส่หมูสับลงไป ผัดให้หมูสุก
๒. พอหมูสุกจึงค่อยปรุงรสด้วยซอสหอย ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทรายขาว ผัดอีกครั้งให้เข้ากัน ชิมรสให้ออกเค็มหวาน
๓. เมื่อผัดหมูได้ที่แล้วจึงค่อยใส่ข้าวสวยลงไปผัด คลุกเคล้าให้ข้าวเข้ากับหมูสับที่ผัดเอาไว้
๔. จากนั้นจึงใส่สับปะรด ลูกเกด เมล็ดมะม่วง หรือถั่วชนิดต่าง ๆ
๕. ผัดสักพักจนข้าวแห้ง ชิมรสอีกหนึ่งครั้งว่าอ่อนเค็ม หรืออ่อนหวาน
๖. เมื่อชิมรสได้ที่แล้วให้โรยด้วยต้นหอมซอย คลุกเคล้าให้เข้ากันตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟ
น้ำเปล่า ๆ ใส่น้ำยาอุทัยตราหมอมี ใส่น้ำแข็ง หอมเย็นชื่นใจ คลายร้อน ผ่อนกระหาย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)